Urban

ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม           คณะวิทยาศาสตร์           มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์           


................

 

........................................................................

 

 


               “เมืองน่าอยู่” ในความหมายขององค์การอนามัยโลกครอบคลุมถึงสภาวะความเป็นอยู่หรือคุณภาพชีวิตของคน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม เอกลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตและจิตวิญญาณ ตลอดจนเมืองหรือชุมชนมีการบริหารปกครองที่ดีโดยเน้นความเป็นธรรม (equity) การมีส่วนร่วม (participation) และการประสานความร่วมมือ (Cooperation) ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของเมืองและชุมชน

เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ ในความหมายของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2542) หมายถึง ชุมชนที่อยู่อาศัยทั้งในเขตเมืองและชนบทที่มีสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี มีสังคมที่เอื้ออาทร มีชุมชนเข้มแข็ง มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง มีวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองและชุมชน

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ได้อาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและทุกภาคส่วนในสังคมเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของการพัฒนาอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ภายใต้หลักการที่ยึดพื้นที่ ภารกิจ และการมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

  1. แนวคิดเรื่องการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ เป็นการพัฒนาที่เป็นองค์รวม มี “คน” เป็นศูนย์กลาง อาศัยความเข้มแข็งของชุมชนเป็นรากฐานในการพัฒนา มุ่งให้เกิดความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบ วินัย มีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการที่ดี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี วิถีชีวิตดี และมีความสุข นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในที่สุด

โดยมีหลักการที่สำคัญ คือ “กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา” ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิดชอบดำเนินการ ร่วมติดตามประเมินผล ที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคมในทุกระดับ นับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ         

  2. ความสำคัญของการกำหนดนโยบายการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการดำเนินการมาแล้วแต่ในอดีต และเริ่มชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงแผนฯ 8 แม้ว่าในแผนจะไม่ได้กล่าวโดยตรง แต่มีแนวคิดการพัฒนาที่สอดรับกัน

นอกจากนี้ในการประมวลจัดทำรายละเอียดแผนฯ 9 จึงกำหนดแนวทางหลักเรื่องการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่รวมไว้ในยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการพัฒนาชนบทและเมืองอย่างยั่งยืน กำหนด เป้าหมายการพัฒนาที่มุ่ง “สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและให้มีการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมให้กระจายครอบคลุมทั่วประเทศในปีสุดท้ายของแผนฯ 9”

  3. กระบวนการจัดทำโครงการเขตน่าอยู่ตามแผนบริหารโครงการกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่

ในการจัดทำโครงการเขตน่าอยู่ ตามแผนบริหารโครงการกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ โดยทั่วไปสามารถแบ่งกระบวนการดำเนินงานได้เป็น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1

การศึกษาและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของสถานภาพปัจจุบัน โดยการตรวจสอบทรัพยากรที่มีอยู่ซึ่งอาจมีแหล่งที่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ และผลงานทางวิชาการ ตลอดจนการสำรวจข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

ขั้นตอนที่ 2

การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่าง ๆ ในพื้นที่เขตรับผิดชอบ ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ด้านรวม 24 ตัวชี้วัดตามมาตรฐานสากลขององค์กรสหประชาชาติ เพื่อให้ง่ายต่อการอ้างอิงและศึกษาเปรียบเทียบและนำตัวชี้วัดทั้ง 24 ตัว มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพของเขตและแนวโน้มในการจัดการกับสภาพปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อระดมทรัพยากรทางสังคม มาเอื้อประโยชน์ต่อการจัดทำโครงการพัฒนาของหน่วยงาน

ขั้นตอนที่ 3

กำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมายและแนวทางในการพัฒนาเขตน่าอยู่ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานการพิจารณาความสำเร็จของโครงการฯ ตามแผนบริหารโครงการกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ (ควรระบุเป้าหมายเชิงปริมาณที่สามารถวัดได้ เพื่อความเป็นรูปธรรม) อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้มาตรฐานตัวชี้วัด 24 ตัว เป็นหลักในการกำหนด ทั้งนี้การกำหนดนโยบาย เป้าหมายและแนวทางควรเกิดจากความต้องการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ผ่านคระกรรมการระดับชุมชน และระดับเขต

ขั้นตอนที่ 4

กำหนดทางเลือกและเลือกจัดทำโครงการตามลำดับความสำคัญที่เป็นจุดอ่อนของพื้นที่โดย
พิจารณาความจำเป็น ความพร้อมของประชาชนและหน่วยงาน ให้สามารถตอบสนองนโยบาย วัตถุประสงค์เป้าหมายและแนวทางการพิจารณาทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

1.       ด้านสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตของประชาชน

2.       ด้านสิ่งแวดล้อม

3.       ด้านประกอบอาชีพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประชาชน

 

รูปที่ 10-1 ตัวอย่างการจัดสรรพื้นที่ในการสร้างเมือง

ขั้นตอนที่ 5

จัดทำรายละเอียดของแต่ละโครงการ โดยกำหนดเหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์เป้าหมาย  กลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร โดยใครเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 6

ดำเนินการปฏิบัติการตามโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรเอกชนเป็นหลักโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนเสริมและสนับสนุน ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา

ขั้นตอนที่ 7

ติดตามและประเมินผลโครงการ ที่แสดงโดยตัวชี้วัดแต่ละใน 24 ตัวชี้วัด ว่าบรรลุเป้าหมาย หรือไม่ในระดับใด (แบ่งเป็น 5 ระดับ) หากบรรลุผลที่ดีขึ้นก็สมควรดำเนินการต่อไป เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง (SUSTAINABILITY) หากไม่บรรลุผลตามที่ตั้งไว้ก็จำเป็นต้องทบทวนเป้าหมายและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ตามความเหมาะสมและทรัพยากรที่มีอยู่ตลอดจนกระบวนการแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้ความด้อยในตัวชี้วัดแต่ละตัวได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น และรักษาความเด่นของตัวชี้วัดที่ดีอยู่แล้วให้คงสภาพไว้ โดยสามารถแสดงการเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยภาพ RADAR PLOTTING

จากการประเมินสถานภาพของตัวชี้วัดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ (ประมาณ 1-2 ปี) จะสามารถเปรียบเทียบให้เกิดความชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงทางสถานะท้องถิ่นได้ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางการบริหารท้องถิ่น ความต้องการของท้องถิ่น การวางแผนพัฒนาและการจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่นได้ชัดเจน

  4. ตัวชี้วัดเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่

องค์การอนามัยโลกได้นำลักษณะเมืองน่าอยู่มากำหนดเป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลโครงการต่าง ๆ แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ

ตัวชี้วัดทางด้านสุขภาพกาย (Physical Health Indicators)

§         อัตราการตายของทารก

§         อัตราการป่วยเฉพาะโรค

§         จำนวนแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน

§         ตัวชี้วัดทางด้านสุขภาพจิต (Emotional Health Indicators)

§         จำนวนคดีอาชญากรรมต่อ 1,000 คน

§         สัดส่วนงบประมาณที่ใช้ในกรสืบสานศิลปวัฒนธรรม

§         อัตราการฆ่าตัวตายต่อ 1,000 คน

§         อัตราความพึงพอใจของประชาชนต่อการได้แรงสนับสนุนทางสังคม

§         อัตราการไปใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

§         ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Indicators)

§         ความเข้มข้นของสารพิษในอากาศเทียบกับมาตรฐาน WHO

§         ร้อยละของประชากรที่เผชิญกับเสียงดังที่ระดับมากกว่า 65 เดซิเบล

§         ค่า BOD

§         จำนวนอุบัติเหตุจราจรต่อ 1,000 คน

§         ร้อยละของประชากรที่ใช้แหล่งพลังงานพื้นบ้านปรุงอาหาร

§         ร้อยละของประชากรที่มีน้ำดื่มสะอาด

§         ร้อยละของประชากรที่เข้าถึงบริการสุขาภิบาล

§         ร้อยละของการกำจัดขยะ

§         จำนวนของสาธารณะแลพื้นที่ว่างเปล่าเพื่อการพักผ่อน (ตร.ม./1,000 ประชากร)

§         ตัวชี้วัดทางด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสภาพความเป็นอยู่ (Prosperity Indicators)

§          สัดส่วนของการว่างงาน

§         สัดส่วนของวัยแรงงานที่ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

§         การใช้แรงงานเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี

§         อัตราส่วนกลุ่มที่มีรายได้สูงต่อกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ

§         สัดส่วนของประชากรที่มีรายได้น้อย

§         อัตราส่วนประชากรที่ไร้ที่อยู่อาศัย

§         อัตราส่วนผู้รู้หนังสือ

              อย่างไรก็ตามเรืองนี้ มิใช่เรื่องใหม่ ปัจจุบันมีการดำเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ แล้วในหลายพื้นที่โดยหลายหน่วยงานและในหลากหลายมิติตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ขณะเดียวกัน สคช. กำลังดำเนินโครงการนำร่องแปลงแนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่สู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นชุมชนอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยจุดประกายให้เกิดความสนใจร่วมขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมพัฒนาเมืองและชุมชนให้น่าอยู่ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมและยั่งยืนในที่สุด


 
 CopyRight @ 2004 Environmental Science Kasetsart University. All rights Reserved. :•: Contact Webmaster :  TheGarg