Soil Pollutants

ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม           คณะวิทยาศาสตร์           มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์           


.

................

 

 

 

 

    สัณฐานดิน


                การศึกษาสัณฐานดินเป็นการศึกษาคุณลักษณะดินที่ตรวจวัดได้ในภาคสนาม โดยเป็นการศึกษาจากลักษณะหน้าตัดดิน (soil profile) ซึ่งสามารถแยกศึกษาตามชั้นดินต่าง ๆ การศึกษาเริ่มตั้งแต่การแบ่งชั้นดินหลัก และชั้นดินย่อยที่ที่มีลักษณะที่แตกต่างกันไป หลังจากศึกษาดังกล่าวแล้วสามารถเก็บตัวอย่างดินตามชั้นต่าง ๆ ที่แบ่งแยกนำกลับไปวิเคราะห์หาสมบัติทางเคมีต่าง ๆ ได้ การศึกษาสัณฐานดินเริ่มจากการศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของดินดังนี้

                 ชั้นดิน (horizon) การกำหนดชั้นดินให้กำหนดตามลักษณะดินที่ โดยใช้ลักษณะทางกายภาพของดิน เช่น สีดิน เนื้อดิน โครงสร้างดิน ลักษณะอินทรีย์วัตถุที่สะสมในดิน ฯลฯ เป็นตัวกำหนดว่าจะเป็นชั้นดินหลัก เช่น O, A, E, B และชั้น C ฯลฯ ชั้นดินประกอบด้วยชั้นดินหลักและชั้นดินย่อยต่าง ๆ นั้นมีการให้ชื่อ แบ่งประเภท แยกย่อย และมีการใช้สัญลักษณ์แทนชื่อ และระบุลักษณะบางอย่างด้วย ซึ่งลักษณะเหล่านี้ ตลอดจนคำบางคำที่เกี่ยวข้อง ยังจำเป็นต้องใช้จากภาษาอังกฤษหรือเรียกทับศัพท์ด้วย การให้ชื่อและคำนิยาม(เฉลียว,2530)

                   ชั้นดินหลัก (master horizon)

                                 ใช้สัญลักษณ์เป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่จากภาษาอังกฤษคือ O, A, E, B, C, R แทนชั้นหลักต่าง ๆ โดยใช้ลักษณะดินที่สำคัญที่มองเห็นความแตกต่างของแต่ละชั้นเป็นหลักในการพิจารณา

                                ชั้นหลัก O, A, E, B ยังแบ่งออกเป็นชั้นดินย่อยตามลักษณะเด่นทางด้านองค์ประกอบของดินและกระบวนการที่เกิดขึ้น

     Oชั้นโอ หรือชั้นอินทรีย์ (organic horizons) เป็นชั้นที่มีการสะสมของอินทรียวัตถุอยู่มากกว่า 30% ซึ่งอินทรียวัตถุมาจากเศษซากพืชและซากสัตว์ทั้งที่ยังใหม่อยู่ และที่ผุพังสลายตัวสะสมอู่บนพื้นดิน

     Oi : ชั้นโอไอ เป็นชั้นอินทรียวัตถุที่สลายตัวเพียงเล็กน้อยโดยสามารถสังเกตเห็น รูปร่าง
          ลักษณะเดิมของเศษพืช และซากสัตว์ได้ด้วยตาเปล่า เช่น ใบพืช แม้ว่ามันจะแห้งจนเปลี่ยนสีหรือเริ่มผุบ้างแล้วก็ตาม

     Oe : ชั้นโออี เป็นชั้นอินทรียวัตถุที่ผุพังสลายไปแล้วปานกลางประมาณ 50% โดยยังมีส่วนที่ยังเห็นได้ว่าเป็นส่วนใดของพืชผสมกับส่วนที่ย่อยสลายแล้ว

     Oa : ชั้นโอเอ เป็นชั้นที่อินทรียวัตถุสลายตัวมากที่สุดจนไม่สามารถมองเห็นรูปร่างเดิมได้

      A : ชั้นเอ หรือชั้นดินแร่ธาตุ (mineral horizons) ตอนบนเกิดอยู่ที่ผิวดินหรืออยู่ต่อใต้ชั้นดินอินทรีย์
           ลงไป ในชั้นดินนี้จะมีกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด ดังนั้นจึงมีอินทรียวัตถุหรือฮิวมัส คลุกเคล้า
         สะสมอยู่โดยเฉพาะในส่วนบนสุดของชั้นและชั้นนี้ยังอาจมีการสูญเสียเกลือชนิดที่ละลายได้
          เช่น Clay particle, Aluminum-silicate and silicate clay, iron and Aluminum auxide and Humus อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เนื่องจากขบวนการชะล้างจองดินพาสิ่งดังกล่าวออกไปอันเป็นผลให้มีขว๊อทซ์และแร่ที่ทนทานอื่น ๆ ในขนาดของเม็ดทรายและเม็ดทรายแป้ง เหลือตกค้างอยู่มากทำให้รู้สึกว่าเป็นดินเนื้อหยาบหรือเห็นเป็นสีซีดจางกว่าชั้นอื่น ๆ

   A1 : ชั้นเอหนึ่ง เป็นชั้นเหนือสุดของ A เกิดอยู่ที่ผิวดินหรืออยูใต้ชั้นอินทรีย์ลงไปทันที
          มีอินทรีย์วัตถุอยู่ในรูปของปุ๋ยอินทรีย์หรือฮิวมัสผสมคลุกเคล้ากับส่วนแร่ธาตุ
          ทำให้ดินมีสีคล้ำหรือสีดำ

   A2  หรือ E : ชั้นเอสอง หรือ อี เป็นชั้นดินแร่ธาตุที่มีลักษณะอันแสดงให้เห็นว่า
          ได้มีการสูญเสียเกลือชนิดที่ละลายได้ ซิลิเกตเคลย์ เซสควิอ๊อกไซด์
          (เหล็กและอลูมินัมอ๊อกไซด์) และอินทรีย์วัตถุ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
          อันเป็นผลให้มีขว๊อทซ์ และแร่ที่ทนทานอื่น ๆ เหลือตกค้างอยู่มาก ทำให้ดินมีเนื้อ
          หลายหรือมักมีสีจางซีดกว่าชั้นอื่น ๆ ดินชั้นนี้มักเกิดอยู่ตอนกลางของชั้น A

   A3 : ชั้นเอสาม เป็นชั้นที่อยู่ในเขตเปลี่ยนแปลงจากชั้น A ไปเป็นชั้น B โดยดินชั้นี้
          มีลักษณะของ A1 หรือ A2 เป็นส่วนใหญ่ แต่มีลัษระย่อยหรือลักษณะรองของชั้น B
          อยู่ด้วย หรือจะกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนชั้น B นั่นเอง

     B : ชั้นปี เป็นชั้นดินแร่ธาตุใต้ชั้นดินบน (sub horizon) ซึ่งส่วนมากมักอยู่ใต้ชั้น A และมีลักษณะที่ในชั้นนี้มีการสะสมของซิลิเกตเคลย์ เซสควิอ๊อกไซด์ ฮิวมัส อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายลงมาจากดินชั้นบนหรือเกิดอยู่ในที่นั้น เอ มีโครงสร้างแบบแท่ง (cubic type) หรือแบบก้อนเหลี่ยม(blocky type) สีแดงกว่าหรือเข้มกว่าดิน  ชั้น A ดินชั้นนี้มีเนื้อละเอียดและมีสีสันสดใสกว่า ชั้นดิน B แบ่งได้เป็น

   B1 : ชั้นบีหนึ่ง เป็นขั้นเขตเปลี่ยนระหว่าง B และ A1 หรือ E ซึ่งเป็นชั้นที่มีคุณสมบัติ B1
          เป็นส่วนใหญ่แต่มีลักษณะรองของ A1 หรือ E ด้วย

   B2 : ชั้นบีสอง เป็นชั้นที่มีคุณสมบัติเป็น B มากที่สุด โดยไมมีลักษณะย่อยแสดงว่ายัง
          เป็นเขตเปลี่ยนไปยังชั้น A ซึ่งอยู่ข้างบน หรือเปลี่ยนไปยัง C หรือ R ซึ่งอยู่ข้างล่าง

   B3 : ชั้นบีสามเป็นชั้นเขตเปลี่ยนระหว่าง B และ C หรือ R แต่เหมือน  B2 มากกว่า CหรือR

     C : ชั้นซี เป็นชั้นที่มีการผุพังอยู่กับที่น้อย อาจมีการสะสมของแคลเซียม หรือแมกนีเซียมคาร์บอเนด

     R : ชั้นอาร์ อันเป็นชั้นหินพื้น หรือหินแข็งด้านล่างซึ่งเป็นพื้นแน่นแข็งอยู่ข้างล่างลงไป เช่น หินปูน หินดินดาน ดินทราย หินแกรนิต ฯลฯ โดยหินพื้นนั้น ๆ อาจเป็นหินต้นกำเนิด ซึ่งมีการผุพังอยู่กับที่น้อยที่สุด

            ชั้นดินหลักที่ได้แบ่งหรือระบุประเภทแล้ว และชั้น C ยังแบ่งย่อยออกเป็นลำดับ ตามทางดิ่งจากบนสุดถึงส่วนล่างเรียงกันไป โดยใช้เลขอารบิคตัวที่สอง เช่น Oe1-Oe2; A11-A12-A13-A14-A15; A21-A22; B21-B22-B23 ทั้งนี้ตัวเลขบอกลำดับหรือตัวเลขตัวที่สองหรือตัวเลขบอกลำดับเขียนตามหลังตัวอักษรโดยตรง เช่น  C1-C2-C3; Ap1-Ap2

           ชั้นดินหลัก หรือชั้นที่แบ่งตามลำดับ ยังมีการระบุความแตกต่าง หรือลักษณะย่อยเองลงไปอีก โดยใช้สัญลักษณ์ตัวพิพม์เล็กดังนี้(เฉลียว, 2530)

          a :  ชั้นวัสดุอินทรีย์ที่มีการสลายตัวมาก

          b :  ชั้นดินโดยเฉพาะชั้นที่เกิดขึ้นมาโดยขบวนการเกิดดิน แล้วถูกทับถมหรือชั้นดินถูกฝัง
                 เช่น Ab, B2tb

          ca : การสะสมพวกคาร์บอเนตของธาตุที่มีคุณสมบัติที่เป็นด่าง ซึ่งทั่ว ๆ ไปมักเป็นแคลเซี่ยม
   
            เช่น  Aca, B2ca, B22ca

          e : ชั้นวัสดุอินทรีย์ที่มีการสลายตัวปานกลาง

          f : ดินที่มีน้ำในดินกลายเป็นน้ำแข็ง เช่น Af, Bf

          g : ใช้กับชั้นดินที่มีลักษณะถูกน้ำแช่ขังเป็นเวลานานพอ เช่น มีสีพื้นเป็นสีเทา สีเทาแกมเขียว
                หรือสีออกทางสีน้ำเงิน ทั้งอาจมีจุดประในดินด้วย ได้แก่ Apg, B22tg

          h : การสะสมฮิวมัส และใช้กับชั้นดิน B เป็น B2h

          i : ชั้นวัสดุอินทรีย์ที่มีการสลายตัวเพียงเล็กน้อย

          ir : การสะสมเหล็ก เช่น Bir

          m : การเชื่อมติดกันแข็งของดินมากกว่าร้อยละ 90  เช่น Bm, Cm

          n : มีการสะสมโซเดียมในชั้นดิน

          p : แสดงถึงการถูกไถพรวน เช่น Ap

          q : มีการสะสมแร่ทุติยภูมิของแร่ซิลิกา

           r : ชั้นหินที่มีการผุพังอยู่กับที่

          sa : การสะสมของเกลือชนิดที่ละลายได้ดีกว่าแคลเซียมซัลเฟต เช่น Csa

          si : การสะสมโดยวัตถุซิลิเซียส เช่น Csi

          ss : มีรอยถูไถ (slickensides) ในชั้นดิน

          t : การสะสมของอนุภาคดินเหนียว เช่น Bt, B22t

          v : มีศิลาแลงอ่อน (plinthite)

          x : การมีลักษณะของชั้นดานเปราะ เช่น A2x, Cx

           y : มีการสะสมยิบซัม

            

 
 
 CopyRight @ 2001 - 2004 Environmental Science Kasetsart University. All rights Reserved. :•: Contact Webmaster : TheGargz