Soil Pollutants

ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม           คณะวิทยาศาสตร์           มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์           


.

................

 

 

>------<

 

 

กรณีศึกษา : โลหะหนักที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

  การปนเปื้อนของแคดเมียมในพื้นที่ ต. แม่ตาว และ ต. พระธาตุผาแดง อ. แม่สอด จ. ตาก

 ที่ มา : แกะรอย...”แคดเมียม” ที่แม่ตาว. (6 มีนาคม 2547). มติชนรายวัน, หน้า 1-3.

  สถานการณ์ทั่วไป

            สืบเนื่องจากการเกิดโรคอิไต-อิไต ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจาก การบริโภคข้าวที่ปนเปื้อนแคดเมียมเป็นเวลา 30 ปีขึ้นไป ดร.โรเบิร์ต ซิมมอนส์ นักวิจัยจากสถาบันจัดการคุณภาพน้ำ – อิวมี่ (Internation Water Management Institute – IMWI) จึงได้ร่วมกับ ดร. พิชิต พงศ์สกุล นักวิชาการจากกรมวิชาการการเกษตร ทำการตรวจวัดระดับแคดเมียมในดินและข้าว บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมทั้งศึกษาแหล่งกำเนิดของแคดเมียมระหว่างปี พ.. 2541-2546 โดยในบริเวณนี้มีเหมืองสังกะสีตั้งอยู่ ซึ่งมีโรงงานถลุงสังกะสีของ บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด และเหมืองสังกะสีของ บริษัท ตาก ไมน์นิ่ง จำกัด และในแหล่งแร่สังกะสีพบแคดเมียมรวมอยู่ด้วย

            ทีมวิจัยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ช่วง คือ ปี พ.. 2541-2543 ศึกษาแปลงนาบริเวณ ต. พะเด๊ะ ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณแหล่งแร่สังกะสีจากการตรวจดินในนาข้าว 154 แปลง พบการปนเปื้อนของแคดเมียมในดิน อยู่ในช่วง 3.4-284 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมดิน สูงกว่าค่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปที่กำหนดไว้ 3 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมดิน 1.13-94 เท่า และมีมากกว่า 1800 เท่าของมาตรฐานที่กำหนดไว้ของไทย สำหรับความเข้มข้นของแคดเมียมในเมล็ดข้าวที่สีแล้วจากข้าวในที่นา 9 แปลง พบว่าร้อยละ 95 ของเมล็ดข้าวที่สุ่มตัวอย่างมีแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ในช่วง 0.1-4.4 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมข้าว มีปริมาณมากกว่าค่าที่พบในข้าวที่ปลูกในประเทศไทยบริเวณอื่นสูงสุดถึง 100 เท่า ซึ่งปริมาณแคดเมียมที่พบนี้มีค่าในพิสัยเดียวกับข้าวที่ก่อให้เกิดโรค อิไต – อิไต ในประเทศญี่ปุ่น หากบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานาน

            การศึกษาระยะที่ 2 ในปี พ.. 2544-2546 ได้ขยายพื้นที่ศึกษาจากช่วงแรกมาตามลำห้วยแม่ตาว ในบริเวณ ต.แม่ตาว ซึ่งเป็นบริเวณท้ายน้ำจากบริเวณแรก และพบว่าความเข้มข้นแคดเมียมในดินอยู่ในช่วง 0.5-218.2 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมดิน ซึ่งมีปริมาณสูงเกินกว่ามาตรฐานของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดไว้ 3 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมดิน สำหรับความเข้มข้นของแคดเมียมจากตัวอย่างข้าวในนาข้าว 432 แปลง พบในช่วงน้อยกว่า 0.05-7.7 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมข้าว ซึ่งประเมินได้ว่าร้อยละ 80 ของตัวอย่างข้าวมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานของญี่ปุ่น และองค์การอาหารและเกษตร (FAO) โดยนาข้าวที่อยู่ติดคลองชลประทาน มีการปนเปื้อนของแคดเมียมมากที่สุด และลดลงตามระยะทางที่ห่างออกไป ยังพบด้วยว่าตัวอย่างกระเทียมที่เก็บมาตรวจสอบ 14 แปลง มีแคดเมียมปนเปื้อนในช่วง 1.3-6.3  มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมกระเทียม ซึ่งสูงเกิน 126 เท่าของมาตรฐานของ CODEX ที่กำหนดไว้ 0.05 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมกระเทียม รวมทั้งศึกษาความเข้มข้นของแคดเมียมในถั่วเหลือง 76 แปลง พบปริมาณแคดเมียมปนเปื้อน 0.34-3.37 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมถั่วเหลือง ซึ่งสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานของ CODEX ที่กำหนดไว้ 0.2 มิลลิกรัมแคดเมียม/กิโลกรัมถั่วเหลือง ถึง 1.7-16.8 เท่า อิวมี่จึงส่งรายงานมาที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบหาทางแก้ไขปัญหา โดยอิวมี่สรุปว่า แคดเมียมปนเปื้อนมาจากน้ำห้วยแม่ตาว ชาวบ้านที่อาศัยน้ำจากระบบชลประทานห้วยแม่ตาว จำนวน 6 พันคนจาก 8 หมู่บ้านใน ต.พระธาตุผาแดง และ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด เสี่ยงต่อการเกิดโรคไต ทำให้นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์  รมว. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น ต้องตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนแคดเมียม อ. แม่สอด และผลการตรวจเลือดและปัสสาวะเบื้องต้นของชาวบ้านในพื้นที่ทุกคนล้วนมีแคดเมียมในร่างกาย โดยมีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในเลือดอยู่ที่ 1.06 ไมโครกรัม/ลิตรและในปัสสาวะ 3.13 ไมโครกรัม/กรัมคริอาตินิน แต่แผนงานต่างๆ ก็ไม่ได้รีบเร่ง ทั้งๆ ที่แคดเมียมเป็นสารอันตรายมาก ปัญหาเวลานี้คือ ชาวบ้านทั้ง 2 ตำบล บริโภคผลผลิตทางการเกษตรและดื่มน้ำที่ปนเปื้อนแคดเมียม ได้รับแคดเมียมสะสมอย่างต่อเนื่องทุกวัน ล่าสุดพบว่าชาวบ้านกว่า 30 คนเสียชีวิตด้วยโรคไตวายไปแล้ว  

  สาเหตุของปัญหา

            กิดจากการที่ฝนชะหน้าดินที่อุดมด้วยแร่สังกะสี และแคดเมียมลงสู่ต้นน้ำของลำน้ำธรรมชาติ คือห้วยแม่ตาว ทำให้เกิดการสะสมในตะกอนท้องน้ำ เมื่อปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงนา ตะกอนจะตกในแปลงต้นน้ำ และลดลงในแปลงต่อๆไป อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าแคดเมียมมาจากเหมืองสังกะสีที่ทำการอยู่ในบริเวณที่พบการปนเปื้อนนี้ แต่มีชาวบ้านร้องเรียนมาว่าเหมืองแร่ใหญ่ทั้ง 2 แห่ง มีการลักลอบปล่อยน้ำเสียมายังที่นาและไร่ถั่วเหลืองเป็นประจำ 

  ผลกระทบต่อสุขภาพ

ประชากรจำนวน 6 พันคนที่อาศัยใน 8 หมู่บ้าน ของ ต. พระธาตุผาแดง และ ต. แม่ตาว อ. แม่สอด จะบริโภคผลผลิตทางการเกษตรและดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเป็นระยะเวลานาน จนทำให้เกิดการสะสมแคดเมียมในร่างกายในปริมาณมาก จนอาจทำให้เกิดโรค อิไต-อิไต และภาวะการทำงานของไตผิดปกติ

จากการตรวจสุขภาพล่าสุด ซึ่งสรุปรายงานโดยโรงพยาบาลแม่สอด จ. ตาก เมื่อวันที่ 13 มิ.. 2547 จากการตรวจสุขภาพตั้งแต่เดือน ก.. 2547 – 13 มิ.. 2547 มีประชาชนที่ได้รับการตรวจแล้วรวม 4,849 ราย ซึ่งทราบผลแล้ว 1,495 ราย พบว่าร้อยละ 9.5 มีระดับแคดเมียมค่อนข้างสูง (5-10 ไมโครกรัม/กรัมครีเอตินีน) และร้อยละ 3.4 มีระดับแคดเมียมสูง (มากกว่า 10 ไมโครกรัม/กรัมครีเอตินีน)

            ส่วนผลการตรวจการทำงานของไตในกลุ่มผู้ที่มีระดับแคดเมียมสูงและค่อนข้างสูงที่ทราบผลแล้วจำนวน 158 ราย พบว่ามีภาวะไตวายหรือไตเสื่อม 10 ราย (ร้อยละ 6.3) มีภาวะไตเริ่มเสื่อม 35 ราย (ร้อยละ 22.2) และพบนิ่วในทางเดินปัสสาวะ 2 ราย โดย 1 รายมีภาวะไตวายร่วมด้วย

            สำหรับภาวะโลหิตจาง พบว่ามีผู้ป่วย 67 ราย โดยมีผู้ป่วยอีก 35 รายในกลุ่มที่ระดับแคดเมียมสูงและค่อนข้างสูง กำลังรอผลการตรวจอยู่ 

  การจัดการปัญหา

            1. การดำเนินการโดยกรมควบคุมมลสาร

            รมควบคุมมลสารได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา และมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546 ซึ่งผู้อำนวยการสำนักโรคจากประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนักวิชาการได้เข้าร่วมประชุมและรับดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กำลังร่างแผนการดำเนินการอยู่นั้น สื่อมวลชนทุกแขนงได้เสนอข่าวการปนเปื้อนแคดเมียมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 17 - 24 มกราคม 2547 คณะทำงานแก้ไขปัญหาได้มีการประชุมด่วนวันที่ 21 มกราคม 2547 และ รมว. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทำการตรวจสอบและประเมิน การปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ตาว ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน (สิ้นสุดวันที่ 5 มีนาคม 2547) คณะกรรมการเฉพาะกิจของกรมควบคุมมลสารได้เข้าสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2547 ร่วมกับนักวิจัยและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมประมง และเกษตรอำเภอแม่สอด

            2. การดำเนินการโดยกรมควบคุมโรค

            ผู้อำนวยการสำนักโรคจากประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลแม่สอดให้เก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยง เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการในวันที่ 15 ธันวาคม 2546 โดยเก็บตัวอย่างจากประชาชน 20 คน ที่ไปใช้บริการ ณ สถานีอนามัยบ้านพะเด๊ะ ผลการวิเคราะห์พบว่า มีค่าเฉลี่ยแคดเมียมในเลือด 1.06 ไมโครกรัม/ลิตร (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลก เท่ากับ 5) และในปัสสาวะ 3.13 ไมโครกรัม/กรัมคริอาตินิน (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลก เท่ากับ 2) ซึ่งสรุปได้ว่า มีการสะสมแคดเมียมในร่างกายมากกว่าประชากรทั่วไปแต่ยังไม่ถึงขั้นอันตรายต่อไตร้ายแรง (ค่าผิดปกติเท่ากับ 10 ในปัสสาวะ)

            หลังจากนั้น นักวิชาการจากสำนักโรคจาการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเข้าสำรวจสภาพปัญหาข้างต้นในวันที่ 20-21 มกราคม 2547 ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 นครสวรรค์  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลแม่สอด และสถานีอนามัยพระธาตุผาแดง ได้ข้อสรุปว่า อาจมีการปนเปื้อนจริงและควรมีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชากรเพิ่มเติม

            เจ้าหน้าที่จากกลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลแม่สอด ได้เข้าสำรวจพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการเฉพาะกิจของกรมควบคุมมลสารในระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อเลือกเพื่อที่สำหรับสุ่มตัวอย่างประชากรและได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือด และปัสสาวะจาก 232 คน ในบริเวณ 2 ตำบล

            3. การดำเนินการ ณ ปัจจุบัน

            คณะกรรมการเฉพาะกิจของกรมควบคุมมลสาร ได้ประชุมหารือผลการวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และสรุปเบื้องต้นว่า พบปริมาณแคดเมียมสูงในตะกอนดินท้องน้ำและข้าว ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบของนักวิจัย 


  การปนเปื้อนตะกั่วบริเวณห้วยคลิตี้ อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ. (2547). การจัดการปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่บริเวณห้วยคลิตี้ อำเภอ

         ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพมหานคร.

  สถานการณ์และสาเหตุของปัญหา

          หมู่บ้านคลิตี้เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกล ประชากรทั้งหมดเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีการดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตรเพื่อยังชีพ การคมนาคมสู่ตัวเมืองทำได้ยากลำบาก แหล่งน้ำหลักคือลำห้วยคลิตี้ และสัตว์น้ำในลำห้วยเป็นแหล่งโปรตีนหลักเพื่อการบริโภค แต่เมื่อมีการเปิดดำเนินการของโรงแต่งแร่ ชาวบ้านคลิตี้ล่างและคลิตี้บนมีความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเสียลงในลำห้วยมาโดยตลอด และได้รับความเดือดร้อนมากในช่วงระหว่าง พ.. 2536-2541 ในเรื่องปัญหาน้ำใช้ ประชาชนในหมู่บ้านเริ่มเจ็บป่วยและเสียชีวิตโดยมีอาการสัมพันธ์กับโรคพิษตะกั่วหลายราย จึงได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐ ทำให้เกิดการเผยแพร่ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ผ่านสื่อมวลชนและองค์กรเอกชนตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน พ.. 2541 ที่มีการร้องเรียน และนำเสนอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมากว่า 3 ปี อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการแต่งแร่ตะกั่วของโรงแต่งแร่คลิตี้ บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ริมห้วยคลิตี้ ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำโจน ท้องที่ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ประมาณ 6 กิโลเมตร ทำการแต่งแร่ตะกั่วคาร์บอเนต (PbCO3) หรือเซรัสไซต์ (Cerussite) เมื่อกรมควบคุมมลสารได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดก่อนผ่านโรงงานแต่งแร่คลิตี้ ค่าตะกั่วที่ตรวจวัดได้มีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งกำหนดค่าไว้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่เมื่อไหลผ่านโรงแต่งแร่คลิตี้แล้ว พบว่าปริมาณตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐานทุกจุด เห็นได้ว่าโรงแต่งแร่คลิตี้ก่อให้เกิดการรั่วไหลของตะกอนดินและน้ำขุ่นข้นที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนจากบ่อเก็บกักตะกอน (Tailing Pond) ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ทำให้มีการสะสมตะกอนตะกั่ว ตั้งแต่โรงแต่งแร่เรื่อยไปจนถึงท้ายน้ำเป็นระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร โดยในช่วงกิโลเมตรที่ 12 ของห้วยคลิตี้ จากโรงแต่งแร่จะไหลผ่านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 47 ครัวเรือน (317 คน) ก่อนบรรจบกับลำคลองงู และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ (ภาพที่ 1)

          ขณะที่ผลจากการตรวจสอบปลาในแหล่งน้ำที่ชาวบ้านนิยมจับมาประกอบอาหารของกรมอนามัยเมื่อปี พ.. 2542 พบว่าส่วนใหญ่มีปริมาณตะกั่วปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยพบระดับตะกั่วในปลาตั้งแต่ 1.215 – 1.275 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ค่ามาตรฐานของกรมอนามัยกำหนดไว้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 

  ผลกระทบต่อสุขภาพ

          จากการที่มีตะกั่วปนเปื้อนในธรรมชาติเป็นปริมาณมากอย่างในปริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่างนี้ ตะกั่วที่อยู่ในน้ำและตะกอนดินธารน้ำสามารถสะสมในร่างกาย (Bio-accumulate) ได้ถึง 70% โดยมากจะเข้าสู่ร่างกายทางห่วงโซ่อาหาร ตะกั่วที่ปนเปื้อนทั้งในน้ำและตะกอนธารน้ำอาจไปปนเปื้อนในน้ำใต้ดินและพื้นดินเมื่อพืชหรือสัตว์ดูดซึมหรือดื่มน้ำเข้าไปก็จะสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ หากมนุษย์บริโภคพืชหรือสัตว์นั้น ก็จะได้รับสารตะกั่วด้วย (ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา, ไม่ปรากฏปี) หลังจากรับตะกั่วเข้าสู่ร่างกายแล้ว ตะกั่วจะถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกายผ่านทางระบบไหลเวียนเลือด โดยประมาณ 90% จะรวมตัวกับเม็ดเลือดแดง และส่วนที่เหลืออยู่ในน้ำเลือด ครึ่งชีวิต (Half life) ของตะกั่วในเลือดจะมีช่วงประมาณ 2-4 สัปดาห์ จากนั้นจะนำไปยังแหล่งสะสม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ เนื้อเยื่อแข็ง (Hard tissue) ได้แก่กระดูก ฟัน เล็บ เส้นผม และเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue) ได้แก่ ไขกระดูก ระบบประสาท ตับ ไต ประมาณ 90% ของตะกั่วในร่างกายจะอยู่ในกระดูก ซึ่งอยู่อย่างค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีครึ่งชีวิต 16-20 ปี ยกเว้นในเด็กซึ่งมีประมาณ 70% เท่านั้นที่สะสมในกระดูก การเกิดเป็นพิษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณตะกั่วมากน้อยที่มีอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อน ดังนั้นถ้าตะกั่วดูดซึมเข้าร่างกายเร็วมาก จะเข้ากระดูกน้อย แต่จะอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนมาก จึงเกิดอาการพิษได้เร็ว  

 

ภาพที่ 1 แผนที่สังเขปแสดงโรงแต่งแร่คลิตี้ และจุดเก็บตัวอย่างในลำห้วยคลิตี้

ที่มา : กรมควบคุมมลสาร (2547). 

นายแพทย์บุศรินทร์ นาคจินดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารตะกั่ว โรงพยาบาลธนกาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวถึงผลจากการสะสมสารตะกั่วในร่างกายว่า ตะกั่วจะทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง และผิดปกติที่เซลล์เมมเบรน (Cell membrane) ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์ประสาททำงานผิดปกติ มีอาการบวม อ่อนแรง มีผลกระทบต่อระบบสมองทำให้ความจำเสื่อม ถ้ารุนแรงมากอาจถึงขั้นชักหรือหมดสติ ถ้าตะกั่วผ่านไปที่ไต ไตจะขับออกประมาณ 80% ดังนั้น หากมีตะกั่วปริมาณมากจะทำให้ไตทำงานผิดปกติหรือเสียไป เกิดอาการไตวาย ถ้าไปสะสมที่ข้อหรือกระดูกจะมีอาการอักเสบของข้อ ที่กล้ามเนื้อก็สามารถอักเสบได้ และยังทำให้การสร้างน้ำเชื้อในผู้ชายลดลง การตกไข่ของผู้หญิงเปลี่ยนแปลง หากตั้งครรภ์จะทำให้คลอดก่อนกำหนด และจากการที่เด็กสามารถดูดซึมตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ถึงประมาณ 5 เท่า ทำให้การสะสมตะกั่วในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และเกิดอันตราย โดยเฉพาะเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี การเติบโตของสมองจะผิดปกติ เด็กออกมาจะเป็นเด็กปัญญาอ่อน

ตัวอย่างอาการที่ปรากฏของเด็กในพื้นที่ที่ป่วยด้วยพิษตะกั่ว 2 คน คือ คนแรก ชุมพล ทองผาภูมิปฐวี เด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งภายนอกดูเป็นปกติ แต่แพทย์ระบุว่ามีอาการผิดปกติในการใช้กล้ามเนื้อ และการเจริญเติบโตทางสมอง รักษาไม่หาย ปัจจุบันเด็กชายคนนี้มักเป็นหวัดบ่อยๆ เดินช้า และไม่สามารถเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันได้ ส่วนคนที่สองคือ พลชัย นาสวนกนก เด็กชายอายุ 15 ปี ซึ่งผิดปกติทั้งสภาพร่างกายและพฤติกรรม พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย ระดับสติปัญญาต่ำกว่าอายุ ปกติมักจะถูกล่ามไว้กับบันไดเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากการกระโดดลงจากบ้าน และทุกวันนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ

 

 CopyRight @ 2001 - 2004 Environmental Science Kasetsart University. All rights Reserved. :•: Contact Webmaster : TheGargz