สื่อการสอนสำหรับครูธุรกิจ
 

     - ประเภทของสื่อการสอน
     - ประเภทของสื่อตามผู้รู้
     - หลักการและทฤษฎีู้
     - ประเภทของสื่อทางธุรกิจ
        - หน่วยการเรียนการสอน
        - การสอนแบบโปรแกรม
        - บทเรียนแบบโปรแกรม
        - ชุดการสอน
        - คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
        - เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
        - เครื่องฉายสไลด์
        - เครื่องฉายวัสดุทึบแสง
        - เครื่องมัลติมีเดียโปรเจคเตอร์
        - เครื่องเล่นวีซีดี
        - เครื่องถ่ายทอดสัญญาณภาพ
๓ มิติ
        - แผ่นภาพโปร่งใส


ประเภทของสื่อการสอนทางธุรกิจศึกษา

     3. บทเรียนแบบโปรแกรม (Programmed Lesson)

          บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นบทเรียนที่เสนอเนื้อหาในรูปของกรอบ หรือเฟรม (Frame) โดยแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยย่อย ๆ ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองทีละน้อย แล้วมีคำถามให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามและ
มีเฉลยให้ผู้เรียนได้ทราบผลทันที



          3.1 ลักษณะสำคัญของบทเรียนแบบโปรแกรม 

          บทเรียนแบบโปรแกรมนั้น อาจนำมาใช้ได้หลายลักษณะ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรม
เทปโทรทัศน์ เครื่องช่วยสอน หรือเป็นบทเรียนที่เป็นสิ่งพิมพ์ ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้
แต่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็ตาม บทเรียนแบบโปรแกรมจะมีลักษณะสำคัญดังนี้
          1. กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมไว้
          2. แบ่งเนื้อหาวิชาไว้เป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่ากรอบหรือเฟรม (Frame) แต่ละกรอบหรือเฟรม
จะมีความสั้นยาวแตกต่างกันไป
          3. จัดเรียงลำดับกรอบไว้อย่างต่อเนื่องตามลำดับความง่ายไปหายาก มีการย้ำ และทบทวนให้ผู้เรียน
ทดสอบตนเองอยู่ตลอดเวลา ผู้เรียนจะสามารถเรียนไปตามลำดับขั้น และเข้าใจง่าย
          4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง โดยศึกษาจากเนื้อหาในกรอบ
ผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
          5. มีการให้ข้อมูลย้อนกลับทันที โดยผู้เรียนจะตรวจสอบคำตอบของตนเองว่า ถูกต้องหรือไม่
ถ้าถูกต้องจะมีการให้รางวัล หรือเสริมแรง โดยการชมเชย หรือการที่ผู้เรียนประสบความสำเร็จ ก็ถือว่า
เป็นแรงเสริมให้ผู้เรียนต้องการเรียนต่อไป แต่ถ้าตอบผิดก็จะได้ทราบคำตอบที่ถูกต้องทันที ผู้เรียน
จะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง
          6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาเรียนอย่างเต็มที่ โดยไม่จำกัดเวลาเรียน ผู้เรียนที่เรียนเร็วหรือช้า
จะสามารถใช้เวลาในการเรียนอย่างเต็มที่ตามความสามารถและอัตราการเรียนรู้ของตน
ในการแสวงหาความรู้



          3.2 ชนิดของบทเรียนโปรแกรม

          บทเรียนโปรแกรมสามารถจำแนกได้หลายชนิดดังนี้
    1. แบ่งตามวิธีการนำเสนอต่อผู้เรียน เช่น บทเรียนแบบโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องช่วยสอน และบทเรียนแบบโปรแกรมที่เป็นหนังสือเป็นเล่ม
    2. แบ่งตามลักษณะการตอบสนองของผู้เรียน แบ่งได้เป็น บทเรียนแบบโปรแกรมที่ผู้เรียนสร้างคำตอบ และแบบที่มีคำตอบให้เลือกตอบได้
    3. แบ่งตามเทคนิคการเขียนบทเรียนโปรแกรม แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ บทเรียนแบบโปรแกรม
แบบเส้นตรง และบทเรียนแบบโปรแกรมสาขา

          3.3 การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม

          ในการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมมีขั้นตอนดังนี้

          1. ขั้นเตรียม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประการคือ

    1. เลือกเนื้อหา ในขั้นผู้เขียนโปรแกรมจะต้องศึกษา หลักสูตร และเนื้อหาอย่างละเอียดโดยจะต้องคำนึง
ถึงระดับชั้น วิชาที่จะเขียนบทเรียน
    2. เขียนจุดมุ่งหมาย หรือจุดประสงค์ในการเขียนบทเรียนแบบโปรแกรม ผู้เขียนจะต้องตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบว่า     ผู้เรียนเรียนบทเรียนนี้แล้วจะเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใดบ้างโดยตั้งวัตถุประสงค์ทั่วไป และวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

         2. ขั้นลงมือเขียนบทเรียนแบบโปรแกรม ในการเขียนนั้น อาจทำตามลำดับขั้นดังนี้

    1. วิเคราะห์เนื้อหา โดยนำเนื้อหาที่จะสร้างมาแตกย่อย และเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก
    2. สร้างแบบทดสอบ เพื่อนำไปใช้ในการทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
    3. ลงมือเขียน โดยจะต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้
             1. เขียนเนื้อหาในแต่ละกรอบให้มีความต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในกรอบถัดไป
             2. เขียนเนื้อหาหรือคำอธิบายที่ดึงดูดความสนใจ
             3. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มากที่สุด เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ต้องการศึกษาต่อไป
             4. เขียนเนื้อหาในแต่ละกรอบควรพาดพิงถึงกรอบเดิมด้วยเพื่อช่วยทบทวนให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ดียิ่งขึ้น
             5. มีการชี้แนะ (Cue) หรือแนะแนวทางให้ผู้เรียนตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง อาจชี้แนะมาก ๆ
และค่อย ๆ ลดลง
             6. ให้ผู้เรียนทราบคำตอบที่ถูกต้องทันที ถ้าผู้เรียนตอบถูกจะเป็นการให้รางวัลหรือเสริมแรง แต่ถ้าตอบผิดจะได้ทราบคำตอบที่ถูกต้องทันที
             7. ควรใช้ภาษาที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย ถูกต้อง ตามหลักภาษาและการใช้ภาษา

          3.4 ขั้นการทดลองใช้และการปรับปรุงแก้ไข

          หลังจากที่ได้เขียนบทเรียนแบบโปรแกรมเสร็จแล้ว จะต้องนำไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องต่าง ๆ
แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข ทำได้ดังนี้
      1. ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อตรวจสอบภาษาที่ใช้ว่า อธิบายได้ชัดเจนหรือไม่ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
ส่วนที่เป็นปัญหา
      2. การทดลองกลุ่มเล็ก โดยนำผู้เรียน 5-10 คน มาโดยให้มีการทดสอบก่อนเรียน แล้วเรียนด้วยบทเรียน
แบบโปรแกรม แล้วทดสอบหลังเรียน และมีการอภิปรายซักถามข้อบกพร่อง ปัญหาต่าง ๆและนำผลมาวิเคราะห์เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
      3. การทดลองภาคสนาม เป็นการทดลองกับผู้เรียนเหมือนสภาพการณ์จริง โดยมีการทดสอบก่อนเรียน
ทดสอบหลังเรียน ถ้าผลการทดลองภาคสนามใช้ได้ก็สามารถที่จะนำไปใช้กับผู้เรียนอื่น ๆ ได้

          3.5 คุณค่าของบทเรียนแบบโปรแกรม

      1. ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเอง ตามความสามารถและอัตราการเรียนของตนได้
      2. ผู้เรียนที่ไม่มีโอกาสในการเรียน สามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองได้
      3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม หรือสามารถทบทวนทบเรียนด้วยตนเองได้
      4. บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นวิธีการสอนที่ตอบสนองความสามารถ ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปิดโอกาสให้นักเรียนที่เรียนช้าให้มีเวลาเพิ่มขึ้น และเสริมนักเรียนที่เรียนเร็ว
ให้มีโอกาสศึกษาเพิ่มขึ้น
      5. ช่วยแบ่งเบาภาระของครูในการสอน ครูมีเวลาสร้างสรรค์การสอน และช่วยเหลือผู้เรียนที่เรียนอ่อน
และเสริมผู้เรียนที่เรียนเร็ว ได้ตรงกับความต้องการ
      6. ฝึกให้ผู้เรียนเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต เพราะในการเรียนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรม ผู้เรียนจะต้องเรียนด้วยตนเองและตรวจคำตอบเอง