กล่องข้อความ:    1 การจัดทำงบประมาณการเงินเพื่อใช้ในการวิเคราะห์
 
1.1 การจัดทำงบประมาณงบการเงิน : ระดับฟาร์ม 
 
     ในการผลิตทางการเกษตร นิยม บันทึกต้นทุนในลักษณะของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร  ทั้งนี้จะมีการจำแนกต้นทุนออกเป็นต้นทุนที่เป็นและไม่เป็นเงินสด   ดูตัวอย่างข้อมูลต้นทุนการผลิต 
 
 
 
ต้นทุนเงินสด
ต้นทุนไม่เป็นเงินสด
รวม
1. ต้นทุนผันแปร
 
 
 
  ค่าเมล็ดพันธุ์
 
 
 
  ค่าเตรียมดิน
 
 
 
  ค่าปุ๋ย
 
 
 
  ค่าสารเคมี
 
 
 
  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
 
 
 
  ค่าไฟฟ้า-ประปา
 
 
 
  ค่าเช่าเครื่องมือ
 
 
 
  ค่าซ่อมแซม
 
 
 
  ค่าดอกเบี้ย
 
 
 
  ค่าแรงงาน
 
 
 
      ค่าแรงงานเจ้าของและครัวเรือน
 
 
 
      ค่าแรงงานแลกเปลี่ยน
 
 
 
      ค่าแรงงานจ้าง
 
 
 
  ค่าเสียโอกาส
 
 
 
2. ต้นทุนคงที่
 
 
 
  ค่าภาษีที่ดินและค่าใช้ที่ดิน
 
 
 
  ค่าเสื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือ
 
 
 
  ค่าเสียโอกาสอุปกรณ์การเกษตร
 
 
 
3. ต้นทุนทั้งหมด  =   1+2
 
 
 

 
                 เมื่อฟาร์มมีรายการต้นทุนทั้งหมดแล้ว การวิเคราะห์ต้นทุนมักจะมีการคำนวณต่อในรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนในการทำฟาร์ม  ดังนี้ คือ
 
 
ต้นทุนเงินสด
ต้นทุนไม่เป็นเงินสด
รวม
ต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย
บาทต่อไร่
บาทต่อกก.
 
 
 
รายได้ทั้งหมด
บาทต่อไร่
บาทต่อกก.
 
 
 
รายได้เหนือต้นทุนทั้งหมด
บาทต่อไร่
บาทต่อกก.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย
บาทต่อไร่
บาทต่อกก.
 
 
 
รายได้เหนือต้นทุนผันแปร
บาทต่อไร่
บาทต่อกก.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

กล่องข้อความ:  
บทที่ 6  การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการทางการเงินและความอ่อนไหวของโครงการ

กล่องข้อความ: คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร | 
 
 
 
 
  คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร |    คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร |    คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร | 

กล่องข้อความ: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต้นทุนการผลิตระดับฟาร์ม 
 
                 1.ระยะเวลาการผลิต   ต้นทุนการผลิตมีทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่  ในระยะสั้นผู้จัดการฟาร์มไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยคงที่ได้  การผลิตจึงทำได้โดยการเพิ่มปัจจัยผันแปร ซึ่งก็จะเป็นไปตามกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของผลได้ 
 
                 2. ขนาดของฟาร์ม  หากฟาร์มมีขนาดที่เหมาะสม ก็จะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดการผลิต ซึ่งหมายถึง ต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด นั่นเอง
 
                 3.ราคาของปัจจัยการผลิต  หากปัจจัยการผลิตที่ใช้มีราคาสูง จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย  ผู้จัดการฟาร์มจึงควรพิจารณาการใช้ปัจจัยการผลิตชนิดนั้น ๆ ว่าควรใช้กี่หน่วยจึงจะเหมาะสม โดยใช้ปัจจัย x จนถึงจุดที่  MVPx = Px  หรือพยายามเปลี่ยนไปใช้ปัจจัยอื่น เช่น  ถ้าค่าจ้างแรงงานแพงมากขึ้น ก็ใช้เครื่องทุ่นแรงมาทดแทนปัจจัยแรงงาน
 
                 4.เทคโนโลยี  ความก้าวหน้าทางวิทยาการจะช่วยทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น  ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ผลิตได้ต่ำลง  แต่ทั้งนี้การเพิ่มเทคโนโลยีให้แก่ฟาร์ม ก็ขึ้นอยู่กับ ความรู้  ระดับเงินทุนที่จะมาปรับปรุงเทคโนโลยีของฟาร์ม  และรายได้ที่ได้รับคุ้มกับค่าใช้จ่ายเพิ่มอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น 
 
                                  5.ผลผลิตต่อไร่ ( Yield ) ถ้ามากต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยผลิตก็ต่ำ  แต่การผลผลิตน้อยอาจเกิดจากภัยทางธรรมชาติที่เป็นปัจจัยที่ไม่สาารถควบคุมได้ของฟาร์ม จึงถือว่าความเสี่ยงภัยทางธรรมชาติมีผลต่อปริมาณผลผลิตที่ได้รับ
 
                 6.ประสิทธิภาพการผลิต ถ้ามีประสิทธิภาพที่ดีต้นทุนการผลิตจะลดลง  ประสิทธิภาพการผลิตเกิดจากการใชั้จจัยการผลิตอย่างเต็มที่ และมีการผสมผสานการใช้ปัจจัยแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสม 
 
                                 7.สถานที่ตั้งของฟาร์ม  มีผลต่อค่าขนส่ง ค่าแรงงาน ตลอดจนราคาปัจจัยการผลิตที่ฟาร์มจะจัดซื้อได้  เพราะถ้าฟาร์มอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ราคาปัจจัยการผลิตมักจะแพงเนื่องจากการบวกเพิ่มค่าขนส่งเข้าไป
 
                 8.ชนิดของพืชและสัตว์ที่เลือผลิต  เนื่องจากสินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีกรรมวิธีการผลิตและการดูแลที่แตกต่างกัน ก็จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตแตกต่างไปด้วย 
 
                 9.นโยบายของรัฐ หากสินค้าเกษตรที่เลือกผลิตเป็นสินค้าที่ภาครัฐให้การสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการผลิต เช่น มีการจัดรูปที่ดิน การจัดทำระบบชลประทาน ระบบการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น 
 
1.2  งบประมาณงบการเงินประเภทต่างๆ ที่ใช้
                 เนื่องจากการลงทุนในโครงการเป็นการเปิดทางเข้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยการคาดการณ์จากอดีตและปัจจุบัน นำมาสู่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นงบการเงินต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกิจการทั้งที่เป็นหน่วยธุรกิจฟาร์มและหน่วยธุรกิจเกษตรต่างๆ ดังที่กล่าวมาทั้ง 3 ประเภทงบการเงิน คือ งบดุล งบรายได้-รายจ่าย และงบกระแสเงินสด จึงเป็นข้อมูลทางการเงินที่จัดทำขึ้นโดยการคาดการณ์ จึงเรียกงบการเงินเหล่านี้ว่า งบประมาณ  
 
                ทั้งนี้ โดยทั่วไป งบดุล งบรายได้-รายจ่าย และงบกระแสเงินสด มีลักษณะ และการใช้ประโยชน์ ดังนี้ คือ
 
                                  (1).งบดุล (Balance Sheet) หรือ เรียก บัญชีแสดงสินทรัพย์สุทธิ (Net Worth Statement)   หรือ บัญชีทรัพย์สิน   หนี้สิน   และส่วนของผู้เป็นเจ้าของ  (Assets Liabilities and Owner’s Equity)  หรือเรียก  T – Account เป็นงบการเงินที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของกิจการในขณะใดขณะหนึ่ง 
 
                                  (2).งบรายได้-รายจ่าย (Income Statement) หรืองบกำไร-ขาดทุน (Profit and Loss Statement) แสดงผลการดำเนินงานของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง   ความสามารถในการชำระหนี้  และภาระการชำระภาษี ผลตอบแทนที่จะให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ   โอกาสที่จะปรับปรุง-ขยายกิจการและมาตรฐานการครองชีพของครัวเรือนเกษตรกร
 
                                     (3).งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)
                                  งบกระแสเงินสดเป็นงบการเงินที่แสดงเฉพาะรายการที่เป็นเงินสด ทั้งเงินสดรับและเงินสดจ่าย  แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดของกิจการ  เป็นงบที่รายงานทางการเงิน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง  หรือ ช่วงหนึ่งของเวลา  และมักนิยมใช้ในการพยากรณ์ภาวะเงินสดในอนาคต 
 
                                  องค์ประกอบของงบเงินสด
                                  ตอนที่ 1    เป็นรายงานการดำเนินงาน  ประกอบด้วยรายการเงินสดรับ  และรายการเงินสดจ่าย  เพื่อคำนวณหาเงินสดสุทธิ
 
                                  ตอนที่ 2  เป็นรายการทางการเงิน  ที่บอกถึงภาวะเงินสดสุทธิ คือเงินสดรับมากกว่า หรือน้อยกว่าเงินสดจ่าย    
หากเกิดกรณีเงินสดรับน้อยกว่าเงินสดจ่าย                                                          
          -เป็นภาวะจะที่เกิดขึ้นเมื่อใด                                                               
          -ขาดเงินสดอีกจำนวนเท่าใด             
          -ควรจะต้องทำการขอกู้เงินก่อนที่จะเกิดภาวะการณ์นี้ขึ้นเมื่อใด               
          -ต้องการวงเงินกู้เท่าไร  ประเภทเงินกู้อะไร   
 
หากเกิดกรณีเงินสดรับมากกว่าเงินสดจ่าย                                                       -เป็นภาวะที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเพียงใด                                                    -ควรนำเงินสดรับสุทธิเก็บรักษาในลักษณะใด                                         -หากมีเงินกู้คงค้างที่จะต้องชำระสมควรชำระหนี้สินเท่าไร 
 
                                                                                               [ด้านบน]

กล่องข้อความ: 2  การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการทางการเงิน
 
เทคนิคการวิเคราะห์ที่คำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา ได้แก่
 
1. มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ( Net Present Value )วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นวิธีเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของเงินสดไหลเข้ากับมูลค่าปัจจุบันของเงินสดไหลออกของการลงทุน ผลต่างของมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเรียกว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 
 
                                  สูตรที่ใช้ในการคำนวณ คือ
 
               
 
หรือ                     
              
 เมื่อ            At = Rt -Ct                           
 
โดยให้                      NPV          คือ  มูลค่าปํจจุบันสุทธิ
                                  Rt              คือ  รายได้ที่คาดไว้ ณ ปีที่ t
                                  Ct              คือ  รายจ่ายที่คาดไว้ ณ ปีที่ t
                                  At              คือ  รายได้สุทธิที่คาดไว้ ณ ปีที่ t
                                  r                คือ  อัตราคิดลด คิดเป็นร้อยละ
                                  t                คือ ปีที่ 0 ถึง n
 
                 หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ  คือหน่วยธุรกิจจะ
ยอมรับการลงทุนได้ เมื่อมูลค่าปัจจุบันของรายได้ที่จะได้รับมากกว่ามูลค่าปัจจุบันของรายจ่ายที่คาดไว้ ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็น บวก  
ไม่ควรยอมรับที่จะลงทุน หากมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่ได้รับเป็น ลบ  ในกรณีที่มีทางเลือกในการลงทุนได้หลายทาง หน่วยธุรกิจควรเลือกลงทุนในโครงการที่ให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิที่เป็นบวกที่สูงสุด 
 
 
2. อัตราผลตอบแทนการลงทุน  ( Internal Rate of Return )อัตราผลตอบแทนที่วิเคราะห์นี้ เป็นอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงตลอดอายุโครงการการลงทุน ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของเงินสดไหลเข้าเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของเงินสดออก ซึ่งจะอยู่ที่ค่าของมูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ ศูนย์
 
                                  หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจ จะพิจารณาค่าอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่คำนวณได้เปรียบเทียบกับอัตราที่หน่วยธุรกิจยอมรับได้ ถ้าอัตราที่คำนวณได้มีค่าต่ำกว่า หน่วยธุรกิจควรปฏิเสธการลงทุน               การกำหนดค่าของอัตราผลตอบแทนที่หน่วยธุรกิจจะยอมรับได้ โดยทั่วไปจะกำหนดให้เท่ากับ
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระยะยาว เพราะถ้าหน่วยธุรกิจมีผลตอบแทนการลงทุนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว เจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมก็จะมีความมั่นใจในความสามารถในการชำระเงินกู้คืนจากการประกอบการตามโครงการ 
อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ย  ของธุรกิจประเภทนี้ที่หน่วยธุรกิจอื่นได้รับกัน หรือใช้ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม 
อัตราของค่าเสียโอกาสในการลงทุนซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ได้ ถ้าการลงทุนนี้ใช้ทุนจากในส่วนของผู้เป็นเจ้าของก็สามารถใช้
 
                 หลักการในการคำนวณพิจารณาจาก
 
                        
                                                  
 
หรือ            

                                             
 
 
 
 
โดยให้        Ci              คือเงินลงทุนเริ่มแรก
 
                 วิธีการคำนวณ เริ่มแรกให้ทดลองใช้อัตราคิดลดอัตราใดอัตราหนึ่งก่อน ถ้าค่าของมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่ได้ยังคงเป็นบวกอยู่ ก็ให้ใช้อัตราคิดลดที่สูงกว่าอัตราเดิม ทดลองทำเช่นนี้ไปจนกระทั่ง ได้ค่าอัตราคิดลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็น ศูนย์   ซึ่งอัตราคิดลด ( ค่า r) ที่คำนวณได้นี้ คือ ค่าอัตราผลตอบแทนการลงทุน ( ค่า IRR)
                                  หรือคำนวณหาค่า IRR  ได้จากสูตร ดังนี้ คือ
 
                                  IRR           =               rl   +              (rh -  rl )  *  NPV ( rl )         .    
                                                                                      | NPV ( rl ) |  +  | NPV ( rh ) | 
 
กำหนดให้                    rl   คืออัตราคิดลดที่ใช้ในการคำนวณที่ทำให้ค่า   NPV    เป็น บวก
                                   rh   คืออัตราคิดลดที่ใช้ในการคำนวณที่ทำให้ค่า   NPV    เป็น ลบ
 
                 3. อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน ( Benefit / Cost ratio ) การหาค่าอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน เป็นการหาอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน เป็นกี่เท่าของมูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในโครงการที่ลงทุนนั้น
 
                 หลักเกณฑ์ในการตัดสินของวิธีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน โดยดูจากค่าที่คำนวณได้ 
ถ้ามีค่ามากกว่า 1.0 แสดงว่าผลปะโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนมีความคุ้มค่า  
ถ้ามีค่าเท่ากับ 1.0 แสดงว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนได้เพียงแค่คุ้มทุนที่ลงไปพอดี 
ถ้ามีค่าน้อยกว่า 1.0 หน่วยธุรกิจไม่ควรลงทุนในโครงการนั้นๆ เพราะจะทำให้ได้รับผลประโยชน์ไม่คุ้มค่าการลงทุน
 
                 วิธีการคำนวณ จากสูตร
                                                                    
 
 
                                                                                                                                                     [ด้านบน]
 
  3  การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ (Sensitivity  Analysis)
 
                 ในการประเมินค่าโครงการ โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่จะให้การสนับสนุนเงินกู้แก่โครงการหรือไม่นั้น  มักจะมีการพิจารณาสถานการณ์แห่งความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามโครงการ  ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนในข้อกำหนดหรือเงื่อนไขซึ่งในที่สุดจะทำให้ต้นทุนหรือผลประโยชน์ของโครงการไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง  การวิเคราะห์จึงได้มีการนำเอาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมาวิเคราะห์ด้วย  โดยใช้การวิเคราะห์ความอ่อนไหว ด้วยการเปลี่ยนข้อสมมติต่าง ๆ ไปในทิศทางที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น  แล้วทำการวิเคราะห์ผลตามข้อสมมติใหม่  เพื่อตรวจดูว่าผลลัพธ์ที่ได้ยังคงเป็นที่ยอมรับได้อยู่อีกหรือไม่  
 
                 วิธีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ สามารถวิเคราะห์ได้ 2 วิธี คือ
                                  1.การกำหนดให้ปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินโครงการ และมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมให้เปลี่ยนไปจากเดิม การเลือกว่าจะเปลี่ยนข้อสมมติในเรื่องใดนั้น  จะพิจารณาในข้อสมมติที่มีผลต่อการทำให้สถานการณ์ของโครงการต่ออยู่ในภาวะวิกฤตที่อาจจะเกิดการล้มเหลวหรือโครงการขาดทุนได้  ซึ่งสามารถแบ่งมุมมองกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
 
                                                   (1).การเพิ่มขึ้นของต้นทุน เช่น ราคาที่ดินโครงการเพิ่มขึ้น  ค่าเครื่องจักรแพงขึ้น  อัตราค่าแรงงานในการผลิตเพิ่มขึ้น  ปริมาณการผลิตสินค้าลดลง  การขาดแคลนวัตถุดิบ  ฯลฯ
 
                                                   (2).การลดลงของรายได้  เช่น  ราคาสินค้าขายลดลง  มีหนี้สูญจากการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าเงินเชื่ออันเกิดจากนโยบายลูกหนี้การค้าผิดพลาด  การหดตัวของตลาดผู้ซื้อ  ฯลฯ 

กล่องข้อความ:                                   2.การใช้วิธีการทดสอบมูลค่าการเปลี่ยนไป (Switching value Test) โดยพิจารณาด้านต้นทุนและรายได้ที่จะทำให้ NPV = 0 และ B/C ratio = 1 ดังนี้ 
 
(1). กรณีต้นทุน เพื่อวิเคราะห์ว่าต้นทุนของโครงการจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ร้อยละเท่าไร จึงจะทำให้ NPV = 0 และ B/C ratio = 1
 

 
กำหนดให้    SVT C        =               Switching Value Test ของต้นทุน
                                  NPV          =               มูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการ                      
                                  PVC          =               มูลค่าปัจจุบันของต้นทุน
 
   (2). กรณีผลตอบแทน  เพื่อวิเคราะห์ว่าผลตอบแทนของโครงการจะสามารถลดลงได้ร้อยละเท่าไร จึงจะทำให้ NPV = 0 และ B/C ratio = 1

 
 
 
กำหนดให้    SVTB         =               Switching Value Test ของผลตอบแทน
                                  NPV          =               มูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการ                      
                                  PVB          =               มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทน
 
ถ้า SVTC หรือ SVTB ที่คำนวณได้มีค่าสูง หมายความว่า มีความเสี่ยงในโครงการอยู่ในระดับต่ำ  ในทางตรงข้าม  ถ้า SVTC หรือ SVTB ที่คำนวณได้มีค่าต่ำ หมายความว่า มีความเสี่ยงในโครงการอยู่ในระดับสูง
 
           การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคนี้ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องคำนึงถึง  ได้แก่ 
                      (1).ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการกำหนดค่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อตัวแปรนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางดีหรือร้าย  เช่น เมื่อบอกว่าราคาขายต่อหน่วยเปลี่ยนแปลงไป   ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของราคา หรือลดลงก็ตาม  แล้วจะเปลี่ยนแปลงไปในอัตราเท่าใด  5 % หรือ 10 % หรือ 15 %  หรือเป็นเท่าใด 
 
                       (2).การหาข้อมูลข่าวสารเพื่อมาประมาณการการเปลี่ยนแปลงตัวแปรแต่ละตัวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก   หรือแม้จะใช้ข้อมูลอื่นที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวของข้อมูลในอดีตคล้ายคลึงกัน  ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจะยังคงมีทิศทางในทางเดียวกันอยู่
 
                      (3).วิธีการของโครงการมักจะไม่มองปฏิกิริยาที่มีต่อกันในระหว่างตัวแปรต่าง ๆ  การวิเคราะห์แบบผสมผสานของตัวแรกที่เกี่ยวข้องดังปรากฏในตัวอย่าง  เป็นเพียงการกำหนดให้ตัวแปรแต่ละตัวมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของตัวแปรนั้น ๆ แต่เพียงอย่างเดียว  ทั้ง ๆ ที่บางตัวแปรเมื่อเปลี่ยนไปอาจมีผลให้การเปลี่ยนแปลงของอีกตัวแปรหนึ่งไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง  ที่เรียกว่ามีปฏิกิริยาต่อกัน  เช่น  กำหนดให้มีการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายคงที่ 20 % และการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายผันแปร 20 %  แต่ถ้ามีการวิเคราะห์ปฏิกิริยาที่มีต่อกัน  ต้องมีการศึกษาเพิ่มในประเด็นทางด้านเทคนิคว่า การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายคงที่จะมีผลทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้วจะทำให้เกิดการประหยัดต่อหน่วยที่ผลิตได้  ดังนั้นรายจ่ายผันแปรก็อาจเพิ่มขึ้นจากปัญหาค่าวัตถุดิบแพงขึ้น  แต่มีขบวนการผลิตที่ดี  การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายผันแปรจึงไม่น่าจะสูงถึง 20 %
 
                       (4).การกำหนดให้ตัวแปรใดต้องเปลี่ยนไป  โดยทั่วไปจะไม่ทำการเปลี่ยนให้ตัวแปรทุกตัวเคลื่อนไหวได้  แต่จะเลือกกำหนดให้เปลี่ยนเพียงบางตัวแปรเท่านั้น  ที่คิดว่าจะเป็นปัญหาในทางร้ายหรือทำให้โครงการประสบปัญหาและเกิดความล้มเหลวในการดำเนินการได้    การวิเคราะห์ความอ่อนไหวจึงมักจำกัดลงไปเฉพาะในประเด็นที่น่าสนใจ
                                                                                                                  
                                                                                                                                                       [ด้านบน]    
 
 
4  ปัญหาในการวิเคราะห์โครงการทางธุรกิจเกษตร
 
            การวิเคราะห์โครงการทางธุรกิจเกษตรนั้น มีปัญหาที่ควรพิจารณาหลายประการที่มีผลให้ผลการวิเคราะห์ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ หรือไม่สามารถในไปปฏิบัติตามโครงการได้  ปัญหาเหล่านี้  ได้แก่
 
                           1. ผู้ศึกษาโครงการ  จะต้องมีคุณสมบัติพร้อม  ทั้งทางด้านความรู้และประสบการณ์  ต้องมีความสามารถในการเลือกใช้เทคนิคที่มีความเหมาะสมต่อ  การวิเคราะห์โครงการนั้น  ต้องไม่มีอคติในการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล  มีความถูกต้องทั้งในด้านข้อมูลและการกำหนดเงื่อนไข-ข้อสมมติ-ค่าประมาณการต่างๆ ที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือต้องมีจริยธรรมต่อการศึกษาโครงการอย่างแท้จริง
 
                           2.ความลึกซึ้งในมุมมองของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ  นอกจากผู้ศึกษาโครงการแล้ว  ผู้เกี่ยวข้องอื่น คือ เจ้าของโครงการ  และสถาบันการเงินที่สนับสนุนเงินกู้ยืม  มักจะมีจุดยืนของมุมมองที่แตกต่างกันไป  เช่น  เจ้าของโครงการมักจะมองในแง่ดี (Optimistic) ในโครงการที่คิดจะลงทุน  แต่ในขณะที่สถาบันการเงินจะมองในแง่ร้าย (Pessimistic) ในโครงการที่ยื่นขอการสนับสนุนเงินกู้  คือ จะมีมุมมองที่ครอบคลุมถึงสถานการณ์แห่งความเสี่ยงและความไม่แน่นอน  เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ 
 
                           3.ข้อมูลข่าวสาร มีความถูกต้อง  เชื่อถือได้  ครบถ้วน และเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อย่างแท้จริง   มีการรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักการโดยปราศจากอคติ  
 
                           4.ประเภทของโครงการที่จะลงทุน  และลักษณะเฉพาะของโครงการ  เป็นสิ่งที่ทำให้ต้องตระหนักเสมอว่าหลักการ ขั้นตอน และเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ ทุกโครงการแม้ว่าจะเป็นแบบเดียวกัน  แต่ต้องมีการประยุกต์หรือเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของโครงการที่จะวิเคราะห์ในแต่ละโครงการ
 
                           5.สภาพแวดล้อมของโครงการ ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกของโครงการ  โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายนอกนั้นมีความมั่นคงเพียงใด  หากมีความแปรปรวนสูงย่อมทำให้โครงการนั้นมีความอ่อนไหวมากขึ้น  การวิเคราะห์ที่ได้กระทำเสร็จไปแล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนเป็นอย่างยิ่ง
 
[ด้านบน] 
 
                      Copyright © 2004 AP.Nongnuch A. All rights reserved

 

 

การจัดการธุรกิจการเกษตร
คำอธิบายเนื้อหาวิชา
บทที่ 1  ระบบธุรกิจการเกษตรของ   
  ประเทศไทยและความสัมพันธ์
  ของฝ่ายสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2  สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
  กับงานธุรกิจการเกษตรและการวิ
  เคราะห์
บทที่ 3 การกำหนดแผนกลยุทธ์ ของ
  หน่วยธุรกิจเกษตร
บทที่ 4 การศึกษาความเป็นไปได้ใน
  การจัดตั้งหน่วยธุรกิจเกษตร
บทที่ 5 การศึกษาความเป็นไปได้ใน
  การจัดการหน่วยธุรกิจเกษตร
บทที่ 6 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้
  ของโครงการทางการเงินและ
  ความอ่อนไหวของโครงการ
1 การจัดทำงบประมาณการเงินเพื่อใช้ในการวิเคราะห์
2 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการทางการเงิน
3 การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ(Sensitivity Analysis)
4 ปัญหาในการวิเคราะห์โครงการทางธุรกิจเกษตร
คำถามประเมินผลหลังการเรียน
บทที่ 7 การประเมินผลหน่วยธุรกิจ
  เกษตร
 
Download
เอกสารอ่านประกอบ