กล่องข้อความ:   1.การศึกษาการจัดการด้านการตลาด
 
1.1 การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด
 
ความหมายของ โครงสร้างตลาด  หมายถึง  ลักษณะการ กระจายของ ขนาดและจำนวนของหน่วยธุรกิจในตลาด  ลักษณะการกีดกันการเข้าสู่ตลาดของหน่วยธุรกิจรายใหม่ และลักษณะความแตกต่างของสินค้าและบริการในตลาด ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มีอิทธิพลต่อ ลักษณะในการแข่งขันทางการค้า การกำหนดราคา และวิธีปฏิบัติต่อกันและกันในตลาด 
 
การแบ่งประเภทโครงสร้างตลาดตามระดับการแข่งขัน            ตามทฤษฎีแบบดั่งเดิมทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งออกเป็น
1.ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ( Perfect Competition)
2.ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ ( Imperfect Competition)  แบ่งออกเป็น
            ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผู้ขาด ( Monopolistic Competition)
            ตลาดผู้ขายน้อยราย ( Oligopoly)
3.ตลาดผูกขาด  ( Monopoly)
 
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด (Bain,1968)ได้แก่
             1.ลักษณะการเข้ารวมตัวกันของผู้ขาย (Seller Concentration) พิจารณา จำนวน และขนาดของผู้ขายในตลาด ตลอดจนความรอบรู้ในข้อมูลข่าวสารการตลาดของผู้ขาย
             2.ลักษณะการเข้ารวมตัวกันของผู้ซื้อ (Buyer Concentration) พิจารณา จำนวน และขนาดของผู้ซื้อในตลาด ตลอดจนความรอบรู้ในข้อมูลข่าวสารการตลาดของผู้ซื้อ
             3.ลักษณะความแตกต่างของตัวสินค้า (Product Differentiation) ของผู้ขายแต่ละรายในสายตาของผู้ซื้อ แม้ว่าสินค้านั้นจะมีลักษณะเหมือนกันก็ตาม
             4.ลักษณะเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาด (Condition of Entry) ของหน่วยธุรกิจใหม่ พิจารณาถึงความยากง่ายของการเข้าสู่ตลาด และข้อได้เปรียบของผู้ค้ารายเดิมที่เหนือกว่าผู้ค้ารายใหม่ 
5.ลักษณะโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ของตลาด (Geographical Structure) พิจารณาลักษณะของผู้ซื้อและผู้ขายที่จำกัดอยู่ในเฉพาะท้องถิ่น ที่มีผลต่อต้นทุนการขนส่งและการส่งมอบ แสดงถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายส่งผ่านปัจจัยการผลิตและสินค้าและบริการ
             6.ลักษณะความทนทานต่อการใช้ของสินค้า (Durability of the Product in Use) 
             7.ลักษณะของแนวโน้มอุปสงค์ที่มีต่อสินค้า (Trend of Demand) 
             8.ลักษณะอื่น ๆ ได้แก่ เทคโนโลยี การจัดการ ภูมิประเทศ กฎหมาย จิตใจของผู้ขายและผู้ซื้อ เป็นต้น
 
ลักษณะของตลาดแต่ละประเภท มีดังนี้ คือ
 
                                  ก.ลักษณะของตลาด แข่งขันสมบูรณ์ ( Perfect Competition)
                                                1.มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากราย ทำให้ปริมาณการซื้อขายของแต่ละรายมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายในตลาด หน่วยผลิตแต่ละหน่วยจะผลิต มากขึ้นหรือน้อย ไม่มีผลกระทบต่อราคาในตลาด สินค้าและบริการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในตลาดมีเพียงราคาเดียว คือ ราคาตลาดหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาตลาดของสินค้าที่ผลิตได้ และไม่สามารถกำหนดราคาตลาดได้
                                                2.ลักษณะและคุณภาพของสินค้าเหมือนกัน ( Homogeneous Product) สินค้าของผู้ผลิตแต่ละราย ใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ หน่วยธุรกิจใดๆ ไม่มีอิทธิพลในการกำหนดราคาแต่เพียงผู้เดียว หน่วยธุรกิจจึงเป็น ผู้รับราคา ( Price Taker) สินค้าในตลาดมีกำไรค่อนข้างต่ำ  ผู้ขายต้องเน้น การหมุนรอบการขาย ให้สูงขึ้น
                                               3.การเข้าและออกจากตลาดทำได้ง่าย หน่วยธุรกิจใดสามารถเข้า-ออกจากตลาดได้โดยเสรี ไม่สามารถกีดกันได้ หน่วยธุรกิจจะเข้าตลาด เมื่อเห็นว่าจะสามารถทำกำไรได้ หน่วยธุรกิจจะออกจากตลาด เมื่อเห็นว่าหน่วยธุรกิจประสบกับการขาดทุน คือ แข่งขันไม่ได้
                                              4.การเคลื่อนย้ายสินค้า สามารถทำได้โดยอิสระ สะดวก ไม่กระทบกระเทือนต่อราคาสินค้า ทุกพื้นที่สามารถปรับปรุงปริมาณสินค้าที่มีในตลาด ทั้งกรณีล้นตลาด และขาดแคลน ตลาดจึงมีราคาเดียวได้
                                                5.ผู้ซื้อและผู้ขายมีความรอบรู้และความสมบูรณ์ในด้านข่าวสารเกี่ยวกับตลาดและราคาของสินค้าเป็นอย่างดี ผู้ซื้อผู้ขายทราบการเปลี่ยนแปลงของ ราคาตลาด ตลอดเวลา ดังนั้น การขายในราคาสูงกว่า หรือการกดราคา ไม่สามารถกระทำได้
 
ข.ลักษณะของตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ ( Imperfect Competition) คือ ตลาดที่มีผู้ผลิตจำนวนมากราย ทำการผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างหลากหลายภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่การเข้ามาแข่งขันของผู้ผลิตหรือการออกจากตลาดจะเป็นไปโดยเสรี หน่วยธุรกิจมีสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างไปจากหน่วยธุรกิจคู่แข่งขันบ้าง หน่วยธุรกิจจึงเป็น ผู้กำหนดราคา ( Price Maker) 
 
ค.ลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผู้ขาด ( Monopolistic Competition) ลักษณะของตลาด มีดังนี้ คือ
                                     1.มีหน่วยธุรกิจจำนวนมาก แต่ละหน่วยมีปริมาณซื้อขายเป็นปริมาณ น้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายในตลาด
                                     2.หน่วยธุรกิจไม่สามารถครอบครองและกีดกันตลาดได้ การตัดสินใจจึงมีความเป็นอิสระ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างเด่นชัดต่อผู้ขายรายอื่นๆ การเข้า-ออกจากตลาด จึงทำได้ง่าย 
                                   3.สินค้ามีลักษณะค่อนข้างเหมือนกันกับของหน่วยธุรกิจคู่แข่งขัน แต่สามารถใช้ทดแทนกันได้
                                     4.หน่วยธุรกิจสามารถกำหนดราคาของตนเองได้ จากความแตกต่างของสินค้า และเครื่องหมายการค้าที่เป็นของตนเอง
 
ง.ลักษณะของตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ลักษณะของตลาด มีดังนี้ คือ
                                          1.จำนวนหน่วยธุรกิจ มีจำนวนไม่มาก ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป แต่ไม่สามารถจำกัดจำนวนได้ว่าต้องมีเท่าใด
                                         2.หน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยจะดำเนินงานโดย คำนึงถึงปฏิกิริยาของคู่แข่งขัน ดังนั้นการกระทำของผู้ขายรายหนึ่งจะมีผลกระทบทันทีต่อผู้ขายรายอื่นๆ 
                                          3.ส่วนครองตลาด ( Market Share) ส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยหน่วยธุรกิจน้อยราย
                                       4.สินค้ามีลักษณะแตกต่างไปจากหน่วยธุรกิจคู่แข่งขันบ้าง  แต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เป็นกรณีของตลาดผู้ขายน้อยรายแบบ Differentiated Oligopoly หรือสินค้าอาจมีมาตรฐานเดียวกัน เป็นกรณีของตลาดผู้ขายน้อยรายแบบ Homogeneous Oligopoly
                                     5.หน่วยธุรกิจสามารถกำหนดราคาของตนเองได้ จากความแตกต่างของสินค้า หรือกำหนดราคาตามผู้นำตลาด  หรือกำหนดราคาสอดคล้องกับคู่แข่งขัน
                                     6.หน่วยธุรกิจรายใหญ่มีอิทธิพลต่อการครอบครองและกีดกันตลาดได้ ดังนั้นการเข้าตลาด จึงทำได้ยาก  แต่การออกจากตลาด จะทำได้ง่าย
 
จ.ลักษณะของตลาดผูกขาด  ( Monopoly) สาเหตุของการผูกขาดตลาดที่เกิดขึ้นมาจากการที่รัฐเป็นผู้ยอมให้เกิดการผูกขาดโดยหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยธุรกิจที่รัฐให้อนุญาต เพราะ ต้องการให้หน่วยธุรกิจนั้นเกิดการประหยัดต่อขนาด ไม่ได้เกิดจากสภาพจริงของตลาด ลักษณะของตลาด มีดังนี้ คือ
                                          1.มีหน่วยธุรกิจเพียงหน่วยเดียวที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายให้แก่ตลาด การเข้าตลาดของคู่แข่งขันถูกกีดกันอย่างเต็มที่
                                          2.เป็นสินค้าที่ ไม่มีสินค้าใดสามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างใกล้เคียงหรือหาสินค้าทดแทนได้ยาก
                                           3.มีอำนาจในการกำหนดราคาเองได้อย่างเต็มที่
 
1.2 การวิเคราะห์พฤติกรรมตลาด
                 พฤติกรรมตลาด เป็นการศึกษาถึงลักษณะหรือแนวทางที่หน่วยธุรกิจปฏิบัติ เพื่อการปรับตัวให้เหมาะสมกับตลาด มุมมองของผู้ขายในการพิจารณาพฤติกรรมตลาด ได้แก่
 
                 ก.การแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เช่น การตัดราคา และการใช้ส่วนลดประเภทต่างๆ ได้แก่ ส่วนลดการค้า ส่วนลดเงินสด ส่วนลดเป้าหมาย และส่วนลดพิเศษ เป็นต้น
 
                 ข.การแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา (Non-Price Competition) เช่น 
                                                   1. การปรับปรุงสินค้าให้แตกต่างกับผู้ผลิตรายอื่น เช่น การปรับปรุงคุณสมบัติตัวสินค้า การปรับปรุงการให้บริการหลังการขาย
                                                   2. การส่งเสริมการตลาดและการแข่งขัน เช่น การโฆษณา การแจกของแถม/ตัวอย่าง การมีพนักงานขายออกแนะนำสินค้า วิธีปฏิบัติในการค้า ปฏิกิริยาตอบโต้ กลยุทธ์ในการปรับตัว การร่วมมือประสานงาน เป็นต้น ทั้งนี้กลยุทธ์การประสานความร่วมมือ เพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันทางด้านราคา การผลิต และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย  เช่น 
                            การสมรู้ร่วมคิด หรือการฮั้วกันโดยชัดเจน (Express Collusion)
                            การตกลงกันอย่างเงียบๆ (Tacit Collusion)
                           การตกลงกันอย่างไม่สมบูรณ์ (Imcompleted Collusion) กระทำโดยผู้ค้าบางส่วน มีการตัดราคากันในระหว่างผู้ค้า
                            การคำนึงถึงคู่แข่ง (Interdependence) มีการคาดคะเนการตอบโต้ของคู่แข่งขันก่อนการปรับตัว
                            การปรับตัวอย่างอิสระไม่เกี่ยวข้องกับใคร(Completed Independence) 
                            การกำจัดคู่แข่งขัน (Predatory or Exclusionary) 
 
1.3 การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
                 ก่อนที่จะตัดสินใจกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะต้องทำการแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) แล้วเลือกส่วนตลาดที่สนใจ เพื่อทำการกำหนดเลือกตลาดเป้าหมาย (Target Market) และลูกค้าเป้าหมาย (Target Consumer) ทำการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) ที่อยู่ในส่วนตลาดนั้น จากนั้นจึงทำการวางตำแหน่งของสินค้า (Product Positioning)
 
วัตถุประสงค์ในการแบ่งส่วนตลาดเพื่อแบ่งตลาดที่มีศักยภาพและมีผู้บริโภคที่แตกต่างกันรวมกันอยู่ ออกเป็นส่วนตลาดย่อย ซึ่งภายในส่วนตลาดย่อยที่แบ่งแต่ละส่วนจะมีลักษณะผู้บริโภคที่เหมือนกัน ประโยชน์ที่จะได้รับจากการแบ่งส่วนตลาด คือ จะช่วยในการเปรียบเทียบโอกาสและค้นหาลูกค้า ที่หน่วยธุรกิจสามารถจัดส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) ได้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม 
 
หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งส่วนตลาดมีอยู่หลายหลักเกณฑ์ การเลือกใช้หลักเกณฑ์ใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของชนิดสินค้าและข้อจำกัดในการดำเนินงานและเป้าหมายธุรกิจฟาร์มของผู้ผลิตแต่ละราย หลักเกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ ได้แก่
1.การแบ่งส่วนตลาดโดยใช้เกณฑ์ประชากรศาสตร์ Demographic คือแบ่งตาม เพศ อายุ ขนาดครัวเรือน รายได้ อาชีพ การศึกษา การนับถือศาสนา สัญชาติ เป็นต้น
2.การแบ่งส่วนตลาดโดยใช้เกณฑ์ภูมิศาสตร์ Geographic คือแบ่งตามภูมิภาค จังหวัด เมือง-ชนบท ในเขต-นอกเขตเทศบาล ความหนาแน่นของประชากร เป็นต้น
3. การแบ่งส่วนตลาดโดยใช้เกณฑ์จิตวิทยา Psychographic คือแบ่งตาม วิธีการดำเนินชีวิต ฐานะทางสังคม บุคลิกภาพ เป็นต้น
4. การแบ่งส่วนตลาดโดยใช้เกณฑ์พฤติกรรมศาสตร์ คือแบ่งตาม การใช้ประโยชน์ ปริมาณการใช้ ความภักดีต่อตราสินค้า เป็นต้น
                 
หลักเกณฑ์สำคัญในการประเมินเพื่อเลือกตลาดเป้าหมายที่ควรพิจารณามี 6 ประเด็น ได้แก่ 
ขนาดของตลาดต้องใหญ่เพียงพอกับความต้องการของหน่วยธุรกิจ 
อัตราการเจริญเติบโตของตลาด 
โอกาสในการทำกำไรในระยะยาว 
ลักษณะตลาดต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทรัพยากรภายในของกิจการ 
ต้องสามารถวัดขนาดตลาดได้ และ
ต้องเป็นตลาดที่สามารถเข้าถึงส่วนตลาดนั้น ๆ ได้
 
1.4 การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค
                 ในการดำเนินงานทางด้านการตลาด ผู้บริหารต้องหาคำตอบของ 7 O’s ให้ได้  ได้แก่
 
ใครอยู่ในตลาดเป้าหมาย
: Occupants
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้บริโภคซื้ออะไร
: Object
สิ่งที่ต้องการซื้อ
ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ
: Objective
วัตถุประสงค์ในการซื้อ
ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ
: Organization
บทบาทของผู้มีอิทธิพลในการซื้อ
ผู้บริโภคซื้ออย่างไร
: Operation
ขั้นตอนในการซื้อ
บริโภคเมื่อไร
: Occasion
โอกาสในการซื้อ
ผู้บริโภคซื้อที่ไหน
: Outlet
แหล่ง/ช่องทางที่ผู้บริโภคทำการซื้อ
        นอกจากนี้ต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ซื้อ ว่าผู้ซื้อมีบุคลิกลักษณะเฉพาะและกระบวนการตัดสินใจอย่างไร สามารถที่จะกระตุ้นโดยใช้สิ่งเร้าทางการตลาดและสิ่งเร้าอื่นๆ อะไรได้บ้าง และจะมีการตอบสนองในการตัดสินใจซื้ออย่างไร ตามแนวคิดของ S-R Theory และการค้นหาคำตอบจากความคิดของผู้บริโภคที่ถือว่าเป็นกล่องดำ 
 
1.5 การกำหนดตำแหน่งของสินค้า
                 การกำหนดตำแหน่ง (Positioning) คือ กิจกรรมในการกำหนดข้อเสนอและภาพลักษณ์ของกิจการ เพื่อเข้าครอบครองตำแหน่งทางการแข่งขัน ในความโดดเด่น/มีคุณค่าในมโนภาพของผู้บริโภคเป้าหมาย การกำหนดตำแหน่งสินค้าเป็นปัจจัยช่วยให้กิจการสามารถดำเนินการวางแผนกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการเสนอสินค้าให้แก่ผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย โดยผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของสินค้าจากคู่แข่งขันในด้านความสำคัญของสินค้าและการสนองตอบต่อความต้องการจากการซื้อ
ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อกำหนดตำแหน่งสินค้า ได้แก่
                 1.การกำหนดตำแหน่งสินค้าจากคุณค่าของสินค้า 
                 2. การกำหนดตำแหน่งสินค้าจากราคาและคุณภาพ 
                 3. การกำหนดตำแหน่งสินค้าจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย 
                 4. การกำหนดตำแหน่งสินค้าจากวิธีการใช้
                 5. การกำหนดตำแหน่งสินค้าจากมุมมองต่างๆ ของผู้บริโภค เช่น ความคงทนของสินค้า ความเชื่อถือ การให้บริการหลังการซื้อ เป็นต้น
 
             1.6 การกำหนดส่วนประสมการตลาด
                 ส่วนประสมการตลาด  คือ  กลุ่มเครื่องมือด้านการตลาดที่บริษัทนำมาใช้เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการตลาดในตลาดเป้าหมายของกิจการ ได้แก่
สินค้า(Product) : ความหลากหลายของสินค้า คุณภาพ ลักษณะกายภาพ การออกแบบ ตราสินค้า การบรรจุหีบห่อ ขนาดบรรจุ การให้บริการ การรับประกัน และการรับคืน
ราคา(Price) : ราคาหน้าฟาร์ม ราคาขายส่ง ราคาขายปลีก ราคาสินค้าแต่ละระดับ การให้ส่วนลด และระยะเวลาการชำระเงิน
การจัดจำหน่าย(Place) : ช่องทางการจำหน่าย การเลือกคนกลาง ทำเลที่ตั้ง การจัดระบบสินค้าคงคลัง และการขนส่ง
การส่งเสริมการตลาด(Promotion) : การโฆษณา การใช้พนักงานขาย การใช้หน่วยงานขาย การส่งเสริมการขาย การให้ข่าวและการประชาสัมพันธ์
 
                                                                                                                  [ด้านบน]             

กล่องข้อความ:  
บทที่ 5  การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการหน่วยธุรกิจเกษตรด้านการตลาดและการผลิต

กล่องข้อความ: คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร | 
 
 
 
 
  คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร |    คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร |    คณะเศรษฐศาสตร์ |  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร  |  สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร | 

กล่องข้อความ:  

กล่องข้อความ:  
   2 การศึกษาการจัดการด้านการผลิต
 
2.1  การวางแผนการจัดการผลิตของโครงการธุรกิจการเกษตร : ระดับฟาร์ม
 
1.  ประเด็นที่เกษตรกรจะต้องทำการตัดสินใจ
(1). จะผลิตอะไร
ปัจจัยการผลิตมีอยู่อย่างจำกัด ควรเลือกเอาไปผลิตอะไร
ผู้บริโภคต้องการ ?  ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรดีที่สุด 
ข้อควรพิจารณา : ปัจจัยกำหนดการตัดสินใจเลือกดำเนินการผลิตสินค้าเกษตร 
ขึ้นอยู่กับ
         ความรู้ความสามารถของเกษตรกร  
         ความพร้อมในปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน แรงงานและทุน  
         สภาพภูมิประเทศ  สภาพภูมิอากาศ  
         สภาพตลาดของสินค้าที่จะเลือกผลิต 
        ทางเลือกในการดำเนินการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ การผลิตเฉพาะอย่าง (Specialization)  การผลิตหลายอย่าง (Diversification) เป็นต้น
 
(2). จะใช้วิธีการผลิตอะไร
ระดับและชนิดปัจจัยการผลิตที่ใช้ เป็นเทคนิคที่ปฏิบัติได้
แต่ละวิธีมีต้นทุนการผลิตเท่าใด
ต้นทุนของวิธีนั้น ๆ เป็นต้นทุนที่ต่ำที่สุด ? 
 
(3). จะผลิตสินค้าแต่ละอย่างเท่าไร จึงจะได้กำไรสูงสุด
กฎทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาอธิบาย ได้แก่ กฎแห่งการลดน้อยถอยลง (Law of Dimishing Returns)  ทฤษฎีว่าด้วยผลิตภาพเพิ่ม (Marginal Productivity Theory)
  
(4). จะใช้และจะซื้อปัจจัยการผลิตอะไรบ้าง
จะซื้อปัจจัยการผลิตอะไร ปริมาณเท่าใด คุณภาพใด ราคาเท่าไร 
จะซื้อปัจจัยการผลิต เมื่อไร จากใคร ที่ไหน อย่างไร
ทั้งนี้ การตัดสินใจจะต้องดูเงื่อนไขชนิดสินค้าที่ผลิต วิธีการผลิตที่เลือกใช้ ปัจจัยการผลิตที่ต้องการใช้ ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่แล้ว และปฏิทินกิจกรรมการดำเนินงานฟาร์ม
 
(5). จะขายผลผลิตอย่างไร 
การจัดการผลผลิต ลักษณะการจัดการหลังเก็บเกี่ยวและการจัดการรูปแบบสินค้าที่จะขาย(การคัดเกรด การทำความสะอาด การปอกเปลือก ฯลฯ) การกระจายผลผลิต (ปริมาณขาย บริโภค เก็บทำพันธุ์ แจก คัดทิ้ง)  
การขายผลผลิต ขายเมื่อไร ที่ไหน ขายครั้งเดียวหมด หรือทยอยขาย
2.  มีประเด็นที่เกษตรกรจะต้องทำการจัดการเกี่ยวกับอะไรบ้าง 
     (1). การกำหนดแผนกิจกรรมตลอดปีการผลิต เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ Activity Time Table, Gantt Chart
      (2). การกำหนดการเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิต และปัจจัยการผลิตที่ต้องการใช้ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์
      (3). การกำหนดแผนการใช้กำลังคนร่วมกับแผนการใช้เครื่องทุ่นแรงในแต่ละกิจกรรม
       (4). การกำหนดแผนการเงินและรายจ่าย-รายรับ
      (5). การกำหนดแผนการกระจายผลผลิตและผลิตผลพลอยได้: ขาย บริโภค เก็บไว้ทำพันธุ์ ชำระหนี้ แจก ทิ้ง 
       (6). การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต รายจ่ายการดำเนินการ รายรับ และผลกำไร 
       (7). การประเมินผลสำเร็จของการผลิตใน 1 รุ่นการผลิต และใน 1 ปีการผลิต
 
2.2 การวางแผนการจัดการผลิตของโครงการธุรกิจการเกษตร : ระดับการแปรรูป
 
1.เป้าหมายของการจัดการการผลิตระดับการแปรรูป คือ การบรรลุซึ่งความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และความมีประสิทธิผล (Effectiveness)
ความมีประสิทธิภาพในการผลิต เป็นเรื่องของการทำ Production Driven คือ การทำให้เกิดการใช้ input น้อยลง แต่สามารถทำให้ได้ output เท่าเดิม องค์ประกอบของประสิทธิภาพ คือ การเน้นให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยต่ำ โดยมีคุณภาพสูง 
ความมีประสิทธิผล คือการทำให้เกิดการใช้ input เท่าเดิม แต่สามารถทำให้ได้ output มากกว่าเดิม คือสามารถทำให้ลูกค้ามีความพอใจมากขึ้น องค์ประกอบของประสิทธิผล คือ มีความยืดหยุ่นและการเข้าสู่เงื่อนเวลา(Economy of Speed) 
 
2. การกำหนดทำเลที่ตั้ง (Location)
(1). ความสำคัญของการกำหนดทำเลที่ตั้งต่อการลงทุนโครงการ 
- การลงทุน (Investment) : การเช่า vs.การซื้อ
- ต้นทุนการจัดการ (Management cost) : ค่าขนส่ง ค่าสื่อสาร ค่าจ้างแรงงาน 
- การจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวก
- ความได้เปรียบในการแข่งขัน(Competitive Advantage) :แหล่งตลาด 
เขตส่งออก 
- โอกาสในการขยายกิจการ(Growth): การขยายพื้นที่โรงงาน/สำนักงาน
 
(2). ปัจจัยกำหนดการเลือกทำเลที่ตั้ง ที่ควรพิจารณา
        - แหล่งวัตถุดิบ : ลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบ เสื่อมคุณภาพง่าย กินเนื้อที่ขนส่ง
- แหล่งตลาดผู้ซื้อ : ตลาดเป้าหมายมีลักษณะกระจาย หรือตลาดเฉพาะพื้นที่ 
- แหล่งแรงงาน : อัตราค่าจ้าง คุณภาพแรงงาน ความเพียงพอของแรงงาน 
ที่พักและการเดินทาง
- การคมนาคมขนส่ง : ระยะห่างระหว่างโรงงานกับแหล่งวัตถุดิบ กับตลาด
ผู้ซื้อทางเลือกของการขนส่ง ค่าใช้จ่าย สภาพของเส้นทาง ความรวดเร็ว 
ความปลอดภัย
- ระบบสาธารณูปโภค : แหล่งพลังงาน แหล่งน้ำ การกำจัดของเสีย ระบบ
การติดต่อสื่อสาร 
- สภาพแวดล้อมชุมชน : ทัศนคติของคนในพื้นที่ชุมชนนั้น ภาวะ
การค่าครองชีพ การใช้ประโยชน์พื้นที่ตามข้อกำหนดของกฎหมาย 
- สิทธิประโยชน์พิเศษที่จะได้รับตามกฎหมาย :  เขตนิคมอุตสาหกรรม 
การได้รับส่งเสริมการลงทุน   การส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออก
 
3.  การกำหนดกำลังการผลิต (Capacity) 
                 แนวคิดในการกำหนดกำลังการผลิตของโรงงาน ที่ควรพิจารณา ได้แก่
กำหนดจากขนาดเครื่องจักร  vs.  กำหนดจากปริมาณที่คาดว่าจะขาย
โรงงานใหญ่เพียงแห่งเดียว vs.  โรงงานขนาดเล็กหลายแห่ง
สร้างโรงงานขนาดเล็กก่อน แต่ลงทุนที่ดินเผื่อขยายไว้  vs.  สร้างโรงงานขนาดใหญ่ไว้ลงทุนสายการผลิตบางสาย ไม่ลงทุนทั้งหมด
 
ทั้งนี้การกำหนดกำลังการผลิตควรคำนึงถึง 
(1). แนวคิดการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน  (Break-even Analysis) หลักการของเทคนิค คือ การทำให้รายได้ เท่ากับ รายจ่าย(รายจ่ายคงที่และรายจ่ายผันแปร)  ณ ปริมาณการผลิตจุดนี้จะทำให้หน่วยธุรกิจมีความคุ้มทุนพอดี  หากหน่วยธุรกิจผลิตมากกว่าจุดนี้ขึ้นไปจะมีรายได้เหนือรายจ่าย คือ มีกำไร  แต่ในทางตรงกันข้าม  ถ้าผลิตน้อยกว่าจุดนี้ลงมา  หน่วยธุรกิจจะขาดทุนเพราะปริมาณสินค้าที่ผลิตและนำไปขายไม่สามารถสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นในการผลิตได้ 
 
(2). แนวคิดการผลิตที่ประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้าจะลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้น  เมื่อสามารถกระจายต้นทุนคงที่ต่อหน่วยของสินค้าได้ ลดต้นทุนการก่อสร้าง  จากแนวคิดการสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียวถูกกว่าสร้างโรงงานขนาดเล็กหลายๆแห่ง ลดต้นทุนการจัดซื้อวัตถุดิบ เพราะซื้อมากถูกกว่า และมีส่วนลด ผลิตสินค้าชนิดเดียวในปริมาณมากจะถูกกว่าผลิตหลายชนิดครั้งละน้อยๆ
 
4.  การกำหนดการวางผัง (Layout)
ประเภทของการวางผัง  ที่ควรพิจารณา ได้แก่
การวางผังโรงงาน (Plant Layout) : 
ก.การวางผังจัดตามสินค้า (Product Layout)
ข.การวางผังจัดตามกระบวนการผลิต (Process Layout)
ค.การวางผังจัดตามที่ตั้งงาน (Fixed Layout)
การวางผังพื้นที่ (Ground Layout) 
การวางผังสำนักงาน (Office Layout)  
 
5.  การจัดหาวัตถุดิบ (Raw Material Procurement)
                                  ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดหาสินค้าเกษตร ที่ควรพิจารณา ได้แก่
(1).ปริมาณสินค้าเกษตรที่ต้องการ
(2).คุณภาพสินค้าเกษตรที่ต้องการ
(3).เวลาที่ต้องการใช้
(4).ต้นทุนวัตถุดิบ
(5).องค์กรของผู้จัดหา 
(6).องค์กรของผู้ผลิตวัตถุดิบ 
วิธีการจัดหาสินค้าเกษตร เพื่อการแปรรูป เพื่อการขายส่งและการส่งออก วิธีที่เป็นที่นิยมใช้มี 4 วิธี คือ
1.การจัดซื้อจากตลาดสินค้าเกษตร  ได้แก่ การซื้อจากตลาดทั่วไป ตลาดกลาง
2. การหาผู้รับผลิตแบบมีสัญญา ที่เรียกกันว่า การทำฟาร์มแบบมีสัญญา 
3.การผลิตวัตถุดิบเอง 
4.การจัดหาโดยใช้ตัวแทน 
 
การสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด (Economic Order Quantity : EOQ) หลักการคือมีการทำให้ต้นทุนในการจัดระบบของคงคลังต่ำสุด  ซึ่งต้นทุนนี้ประกอบด้วยต้นทุนการสั่งซื้อ (Ordering Cost) และต้นทุนของคงคลัง (Carrying Cost)   โดยปกติต้นทุนทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีทิศทางที่สวนทางกัน  กล่าวคือ  หากมีการสั่งซื้อน้อยครั้งใน 1 ปี  จะทำให้มีต้นทุนการสั่งซื้อต่ำ  แต่ปริมาณของที่สั่งซื้อจะต้องมีปริมาณมากทำให้มีต้นทุนในการจัดเก็บของคงคลังสูง   ในทางตรงกันข้าม หากมีสั่งซื้อหลายครั้งใน 1 ปี จะทำให้มีต้นทุนการสั่งซื้อสูง แต่ปริมาณของที่สั่งซื้อจะมีปริมาณน้อยทำให้มีต้นทุนในการจัดเก็บของคงคลังต่ำ  นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา เช่น
ปริมาณการสั่งซื้อที่ดีที่สุด เมื่อมีเงื่อนไขส่วนลด
ปริมาณการสั่งซื้อที่คำนึงถึงปัญหาของขาดมือ อันเกิดจาก อัตราการใช้เร็วกว่าปกติ และช่วงเวลาการส่งมอบของมาช้าการปกติ
ปริมาณการผลิตที่ดีที่สุด เมื่อการผลิตและการขายดำเนินไปพร้อม ๆกัน
 
6.  ประเด็นที่โรงงานแปรรูปจะต้องทำการจัดการ ได้แก่
     (1). การกำหนดแผนกิจกรรมตลอดปีการผลิต เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ Gantt Chart , Net Work : PERT & CPM
     (2). การกำหนดการเลือกใช้เทคโนโลยีการแปรรูป กำหนดความเหมาะสมของรูปแบบโรงงาน เครื่องจักรเครื่องมือและอุปกรณ์ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการกำจัดของเสียประเภทต่างๆ
     (3). การกำหนดแผนการผลิต โดยใช้ Manufacturing Flow Chart  กำหนดแผนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานคุณภาพ อัตราการสูญเสียในการผลิต และอัตราสินค้ามีตำหนิ (Defected) 
     (4). การกำหนดแผนการจัดหาปัจจัยการผลิตที่ต้องการใช้  โดยคำนึงถึงอัตราการแปรสภาพ ปริมาณการคงคลัง และอัตรากำลังการผลิตในแต่ละช่วงอายุธุรกิจ (Business Life Cycle) คือในช่วงทดลองเครื่องจักร ทดลองผลิตและทดสอบตลาด ในช่วงแนะนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ในช่วงติดตลาดและขยายตลาด ในช่วงการสินค้าครองตลาด ยกเว้นในช่วงสินค้าหลุดออกจากตลาดจะไม่พิจารณาเพราะโดยปกติสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรจะไม่รับความสนใจในการลงทุนโครงการ ถ้าสินค้านั้นอยู่ในตลาดได้เพียงช่วงสั้นๆ
     (5). การกำหนดปริมาณการผลิตในแต่ละช่วง โดยให้สอดคล้องกับปริมาณการขายตามแผนการตลาด และปริมาณสินค้าที่ต้องการ ตามระบบสินค้าคงคลัง 
       (6). การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตทั้งหมด และต้นทุนการผลิตต่อหน่วย 
 
                                                                                                                                                        [ด้านบน]
 
                      Copyright © 2004 AP.Nongnuch A. All rights reserved

 

 

การจัดการธุรกิจการเกษตร
คำอธิบายเนื้อหาวิชา
บทที่ 1  ระบบธุรกิจการเกษตรของ   
  ประเทศไทยและความสัมพันธ์
  ของฝ่ายสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2  สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
  กับงานธุรกิจการเกษตรและการวิ
  เคราะห์
บทที่ 3 การกำหนดแผนกลยุทธ์ ของ
  หน่วยธุรกิจเกษตร
บทที่ 4 การศึกษาความเป็นไปได้ใน
  การจัดตั้งหน่วยธุรกิจเกษตร
บทที่ 5 การศึกษาความเป็นไปได้ใน
  การจัดการหน่วยธุรกิจเกษตร
1.การศึกษาการจัดการด้านการตลาด
2 การศึกษาการจัดการด้านการผลิต
คำถามประเมินผลหลังการเรียน
บทที่ 6 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้
  ของโครงการทางการเงินและ
  ความอ่อนไหวของโครงการ
บทที่ 7 การประเมินผลหน่วยธุรกิจ
  เกษตร

 

 
Download
เอกสารอ่านประกอบ