บทที่ 9
การค้ากับการพัฒนา



9.1 ความสำคัญของการค้ากับการพัฒนา
9.2 อัตราการค้า (The Term of Trade)
9.3 ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
9.4 ความผันผวนและความเสี่ยงที่เกิดจากการค้าระหว่างประเทศ

9.1 ความสำคัญของการค้ากับการพัฒนา
            ประเทศกำลังพัฒนารายได้ส่วนใหญ่มาจากการค้าระหว่างประเทศ คิดเป็นประมาณร้อยละ 30-40 ของ GDP ในช่วงปี ค.ศ.1981-1995 การขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 ต่อปี ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศประมาณร้อยละ 10 ของ GDP อัตราการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.1 ต่อปี ดังนั้นโดยแท้จริงแล้วสินค้าออกของประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วนที่ลดลงในตลาดโลกขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
            สินค้าออกของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นปฐม ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (income elasticity of demand) ต่ำ นอกจากนี้ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (price elasticity of demand) มีค่าต่ำ (inelastic) การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์หรืออุปทานจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้ามาก จากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาและรายได้มีค่าต่ำจึงส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกไม่มีความแน่นอน ทำให้การพยากรณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก

                        
9.2 อัตราการค้า (The Term of Trade)
            อัตราการค้า (commodity terms of trade)คือสัดส่วนของ ราคาสินค้าออกต่อราคาสินค้านำเข้า โดย PX คือ ดัชนีราคาสินค้าออก และ PM คือ ดัชนีราคาสินค้านำเข้าตัวอย่างเช่น สมมติว่าให้ปี ค.ศ.1995 เป็นปีฐาน และในปี ค.ศ.1998 ดัชนีราคาส่งออก ของประเทศลดลงเหลือ 95 แต่ดัชนีนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 110 ดังนั้นอัตราการค้าของสินค้าจะเท่ากับ

            หมายความว่า ระหว่างปี ค.ศ.1995 ถึง ค.ศ.1998 ราคาสินค้าส่งออกเทียบกับราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศลดลงประมาณร้อยละ 14
            ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้นอัตราการค้าของประเทศกำลังพัฒนา (ประเทศที่ไม่ได้ส่งออกน้ำมัน) จึงเสียเปรียบประเทศพัฒนาซึ่งส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม


9.3 ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
                 ทฤษฎีการค้าของคลาสสิค David Ricardo เชื่อว่าประเทศใดที่ผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ด้วยต้นทุนเชิงเปรียบเทียบ ที่ต่ำกว่าประเทศอื่น (The Comparative Cost) ประเทศนั้นควรเป็นผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าวเพื่อแลกกับสินค้าที่ประเทศตนผลิตแล้วต้นทุนเชิงเปรียบเทียบจะสูงกว่าประเทศอื่น (แต่ละประเทศจะผลิตสินค้าเพียงชนิดเดียวที่มีความชำนาญพิเศษในการผลิตเท่านั้น) จะทำให้แต่ละประเทศมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น

                 ทฤษฎีของนีโอคลาสสิค Gottfried Harberler ให้ความเห็นว่าการผลิตสินค้าใด ๆ จะใช้ปัจจัยใดสามารถวัดได้ด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาส และประโยชน์ที่ได้จากการค้าประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ด้านการบริโภค โดยสามารถบริโภคสินค้าบางชนิดที่ประเทศตนไม่อาจทำการผลิตได้หรือผลิตแล้วใช้ต้นทุนสูงสุด ความพอใจของสังคมจะสูงขึ้น ประโยชน์ด้านการผลิต ผลผลิตรวมของโลกหลังจากมีการค้าจะมีปริมาณมากขึ้น

รูปที่ 9.2 ผลประโยชน์ที่ได้จากการค้า

                 สมมติว่าเส้นเป็นไปได้ในการผลิต (production Possibility curve : PPC) ถูกจำกัดโดยทรัพยากรและเทคโนโลยีของประเทศ คือ สามารถผลิตสินค้า X และ Y ได้สูงสุดบนเส้น PPC เท่านั้น สมมติว่าไม่มีการค้าระหว่างประเทศ ประเทศนี้จะเลือกการผลิตสินค้าทั้งสองที่จุด A และได้รับความพอใจบนเส้น U1 สมมติว่าเมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น และราคาสินค้า Y ภายในประเทศมีราคาถูกกว่า (เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า) ราคาในตลาดโลกตามเส้นราคาตลาดโลก PW มีความชันเท่ากับ BC ประเทศนี้จะเลือกผลิตสินค้า Y มากขึ้น สมมติว่าผลิต Y เพิ่มขึ้นเท่ากับ BD เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้า X หรือนำเข้าสินค้า X เท่ากับจำนวน CD ดังนั้นประชาชนในประเทศนี้ สามารถบริโภคได้ถึงจุด C ที่อยู่นอกเส้น PPC ได้ความพอใจในระดับที่ U2 ซึ่งสูงกว่า U1 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ถ้าแต่ละประเทศลดการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนสูงกว่า และนำทรัพยากรไปผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันทุกประเทศจะได้บริโภคสินค้ามากขึ้น แม้ว่าจะมีทรัพยากรจำกัดเท่าเดิม

                 ความแตกต่างของปริมาณปัจจัยและทรัพยากรการผลิตที่แต่ละประเทศมีอยู่ (Factor Endownments) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์เปรียบเทียบจากการผลิตสินค้าซึ่งใช้ปัจจัย และทรัพยากรการผลิตที่ประเทศนั้นมีอยู่อย่างหนาแน่น ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกามีปัจจัยทุนหนาแน่นเมื่อเปรียบเทียบกับแรงงาน ส่วนอินเดียมีปัจจัยแรงงานหนาแน่นเมื่อเปรียบเทียบกับทุน สินค้าประเภทเครื่องจักรใช้ปัจจัยทุนเป็นหลัก และสินค้าประเภทสิ่งทอใช้ปัจจัยแรงงานเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นสินค้าออกของสหรัฐอเมริกาควรเป็นเครื่องจักร ส่วนอินเดียควรส่งออกสินค้าประเภทสิ่งทอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังกล่าวว่าการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาเปรียบเทียบของปัจจัยการผลิตเท่ากันในทุกประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากระบบการค้าเสรีมีแนวโน้มทำให้การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตเป็นไปอย่างเสรี

                 แต่ทฤษฎีการค้าดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า
                 1. ปัจจัยการผลิตทุกชนิดคงที่ทั้งปริมาณและคุณภาพ มีการจ้างงานเต็มที่และไม่มีการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
                 2. เทคโนโลยีการผลิตคงที่ (classical Model) หรือเหมือนกันและสามารถหาได้เปล่า (Factor endownment Model)
                 3. ภายในประเทศปัจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีระหว่างกิจกรรมการผลิตที่ต่างกัน และระบบเศรษฐกิจทั้งหมดคล้ายตลาดแข่งขันสมบูรณ์
                 4. รัฐบาลไม่มีบทบาทในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ผู้ผลิตพยายามหาต้นทุนต่ำสุดในการผลิตเพื่อกำไรสูงสุด และราคาสินค้าระหว่างประเทศถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน
                 5. การค้าสมดุลในแต่ละประเทศ
                 6. ทุกประเทศได้ประโยชน์จากการค้า

                 จากข้อสมมติของทฤษฎีนีโอคลาสสิคตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน จึงได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากทฤษฎีการค้าอื่น ๆ อาทิเช่น
                 1. แบบจำลองเหนือ-ใต้ ของการค้าที่ไม่เท่าเทียมกัน (North-South Models of Unequal Trade)
                 ในโลกแห่งความจริงระบบเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยการผลิตมิได้คงที่ทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่การค้าดำเนินไปตามที่แต่ละประเทศมีปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพไม่เท่าเทียมกัน ได้แก่ ทุนทางกายภาพ ความสามารถของผู้ประกอบการ ความสามารถในการนำเอางานวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีออกมาประยุกต์ใช้ และความสามารถในการยกระดับของแรงงานในเรื่องของความชำนาญทางเทคโนโลยี เป็นต้น ดังนั้น ความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุน และปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดมาให้แต่ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลง การค้าที่ไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างประเทศร่ำรวย สมมติว่าคือ ประเทศเหนือ (The North) กับประเทศยากจน คือ ประเทศใต้ (The South) ตามแบบจำลอง North-South Trade Models ประเทศร่ำรวยมีทรัพยากรทุน ความสามารถของผู้ประกอบการสูง แรงงานที่มีความชำนาญ ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพ มีความชำนาญพิเศษ ประเทศทางเหนือส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านอุตสาหกรรมเน้นการใช้ปัจจัยทุน ทำให้เกิดการประหยัดจากภายนอกในการผลิต ทำให้มีผลกำไรสูงขึ้น ทำให้อำนาจในการผูกขาดสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตในอัตราสูง อัตราการสะสมทุนจะเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศเหนือเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่าประเทศทางใต้ นอกจากนี้ความยืดหยุ่นทางอุปสงค์ต่อรายได้ในสินค้าของประเทศทางเหนือก็สูงกว่าทางใต้ อย่างไรก็ดีถ้าประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศใต้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโดยผ่านความพยายามในการฝึกฝนแรงงานจากแรงงานไร้ฝีมือ ไปเป็นแรงงานที่มีฝีมือ เน้นการใช้ปัจจัยทุนในการผลิตก็สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
                 2. ทฤษฎีแรงงานส่วนเกิน (Vent-for-Surplus Theory of Trade)
                 การค้าระหว่างประเทศเป็นการสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับแรงงานและทรัพยากรที่ยังใช้งานไม่เต็มที่ มาใช้ทำการผลิตเพื่อการส่งออกทำให้มีรายได้สูงขึ้น

รูปที่ 9.3 ทฤษฎีการค้าเป็นช่องทางของทรัพยากรส่วนเกินในประเทศกำลังพัฒนา

จากรูป สมมติก่อนมีการค้าเกิดขึ้นประเทศนี้ทำการผลิต ณ จุด V อยู่ภายใต้เส้น PPC ใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่ ทำการผลิตสินค้าเกษตรกรรมจำนวน OX และสินค้าอุตสาหกรรมจำนวน OY เมื่อมีการค้าเกิดขึ้น ประเทศสามารถใช้ทรัพยากรเต็มที่ทำการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น โดยทำการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น OX' เมื่อประเทศนี้ส่งสินค้าเกษตรออกไปจำนวน XX' (VB) ณ ราคาในตลาดโลกหรืออัตราราคาระหว่างประเทศเท่ากับ เพื่อแลกกับสินค้าอุตสาหกรรมจากต่างประเทศเท่ากับ YY' (VC) ผลคือ ประชาชนในประเทศสามารถบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมได้จนถึงจุด C ขณะที่บริโภคสินค้าเกษตรจำนวนเท่าเดิม OX ทำให้ผลผลิตโดยรวมของประเทศสูงขึ้น

                 3. วงจรสินค้า (Product Cycle)
                 การพัฒนาหรือผลิตสินค้าใหม่ ๆ นั้นจะต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เช่น การวิจัยและพัฒนาการใช้ความชำนาญพิเศษในการผลิตส่วนใหญ่สินค้าใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงจะเริ่มที่ประเทศพัฒนาแล้วเช่น การผลิตคอมพิวเตอร์ที่เริ่มโดยประเทศสหรัฐอเมริกาต้องใช้ความชำนาญเฉพาะของผู้ผลิต เช่น ทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษเฉพาะคิดค้นขึ้น ประเทศอื่นยังไม่สามารถผลิตได้จึงมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ สามารถขายให้ประเทศอื่น ๆ ได้ ต่อมาคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาถึงจุดที่โตเต็มที่ ได้มาตรฐาน และจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถทำการผลิตได้ตามแบบมาตรฐานนั้นและผลิตได้ประหยัดกว่า โดยใช้ปัจจัยการผลิต ที่มีอยู่มาก เช่น แรงงานที่ไม่ต้องมีความชำนาญมาทำการผลิต ทำให้ต้นทุนถูกกว่า เกิดความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบขึ้น การผลิตคอมพิวเตอร์จึงเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกต่อไป


9.4 ความผันผวนและความเสี่ยงที่เกิดจากการค้าระหว่างประเทศ

                 9.4.1 ผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ
                 การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดข้อดีต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้
                     1. การค้าระหว่างประเทศสามารถปรับปรุงสวัสดิการของผู้บริโภคให้สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะการที่สินค้าจากต่างประเทศที่สามารถแข่งขันได้ด้วยคุณภาพที่ดีกว่า และ/หรือด้วยราคาที่ต่ำกว่า จะทำให้ผู้ผลิตในประเทศต้องหันมาปรับปรุงและพัฒนาการผลิตของตน เพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้ามากขึ้นด้วยราคาและคุณภาพที่ดีขึ้น
                     2. การค้าระหว่างประเทศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร คือ ผู้บริหารการผลิตจะต้องดำเนินกิจการอย่างเต็มความสามารถ ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ จะต้องนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการกระจายแรงงานต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับทุนที่ใช้ในการผลิต
                     3. การค้าระหว่างประเทศทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้ การผลิตส่วนประกอบสินค้า ของประเทศหนึ่ง ซึ่งมีพื้นฐานการผลิตที่ใกล้เคียงกัน อาจจะถูกการเลียนแบบเทคโนโลยีจากอีกประเทศหนึ่ง ที่มีเทคโนโลยีการผลิตที่ต่ำกว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์อาจจะช่วยทำให้เกิดการแพร่กระจายของความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ลดความแตกต่างของแต่ละประเทศลงได้

                 9.4.2 ความผันผวนและความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ
                 เมื่อมีการค้าขายระหว่างประเทศ ความผันผวนตัวแปรในเศรษฐกิจโลก ย่อมส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้ประกอบการในประเทศ ทำให้มีความผันผวนและความเสี่ยงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ตัวแปรที่สำคัญได้แก่
                     1. ราคาสินค้าในตลาดโลก
                          ความรุนแรงของความผันผวนของราคาจะขึ้นอยู่กับลักษณะของอุปสงค์อุปทานและขนาดของประเทศที่ทำการค้าร่วมกัน ทั้งนี้ความผันผวนของราคาสินค้าทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงในด้านของรายได้ โดยเฉพาะในกรณีของสินค้าเกษตร ที่ต้องมีการผลิตล่วงหน้าเป็นเวลานาน มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ต่อการลงทุนและการส่งออก
                     2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
                          อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนส่งผลกว้างขวางแก่ทุกอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกและนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักรจากต่างประเทศ หากค่าเงินบาทลด ราคาสินค้าในรูปเงินตราต่างประเทศจะลดลง ทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้สูงสุด แต่สินค้านำเข้าก็จะมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
                     3. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
                          ประเทศที่สามารถนำเอาประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตด้วยต้นทุนสินค้าที่ต่ำลง จะทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น และในที่สุดจะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าชนิดนั้น
                     4. สภาพการแข่งขันและกติกาการค้า
                          เมื่อหมดยุคสงครามเย็น ความได้เปรียบของกลุ่มประเทศอาเซียนลดลงไป เนื่องจากการแข่งขันของประเทศที่มีแรงงานราคาถูก โดยเฉพาะจากประเทศจีน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกิจการพาณิชย์อิเล็คโทรนิคส์ขยายตัวขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันจากต่างประเทศสูงขึ้น เนื่องจากไม่สามารถกีดกันการค้าที่ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนี้ การที่ประเทศนำเข้ามีการตั้งกติกาด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานสินค้า มาตรฐานสวัสดิการแรงงาน ก็มีผลต่อการส่งออก