บทที่ 6
การว่างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทสู่เมือง



6.1 ความหมายของการว่างงาน
6.2 การว่างงานของประเทศกำลังพัฒนา
6.3 การย้ายถิ่นฐานและการเติบโตของเมือง
6.4 การว่างงานในเมือง
6.5 กระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงาน
6.6 แบบจำลองกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงาน
6.7 นโยบายที่เกี่ยวข้อง

6.1 ความหมายของการว่างงาน
        Edgar O. Edwards ได้แบ่งรูปแบบของการว่างงานออกเป็น 5 ระดับคือ
                 1. การว่างงานแบบเปิดเผย แบ่งเป็นการว่างงานแบบสมัครใจ และไม่สมัครใจ

                 2. การทำงานต่ำกว่าระดับ คือ มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าที่บุคคลนั้นต้องการจะทำ
                 3. การใช้แรงงานไม่เต็มที่ แบ่งออกได้เป็น
                        3.1 การว่างงานแอบแฝง ไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลาก็สามารถบรรลุผลได้
                        3.2 การว่างงานแบบหลบซ่อน ไม่มีโอกาสในการทำงาน หรืองานของแม่บ้าน
                        3.3 บุคคลที่ออกจากงานก่อนกำหนด เช่น เกษียณอายุการทำงานก่อนกำหนด
                 4. บุคคลที่มีร่างกายอ่อนแอ มีหน้าที่ในการทำงานเต็มเวลา แต่ได้ผลงานออกมาน้อย
                 5. บุคคลที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต มีความสามารถในการทำงาน แต่ไม่ทำ
                        

6.2 การว่างงานของประเทศกำลังพัฒนา


                 6.2.1 แนวโน้มการว่างงานของประเทศกำลังพัฒนา
                        การว่างงานของประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 36.5 ล้านคน ในปี ค.ศ.1960 เป็นประมาณ 54 ล้านคนในปี ค.ศ.1973 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 46 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นของการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราการจ้างงานในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
                        การประมาณการในปี ค.ศ.1990 ซึ่งประมาณการจากปี ค.ศ.1975 ค่อนข้างมองว่าอัตราการว่างงานไม่ได้สูงเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ในความเป็นจริงอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้ถึงสองเท่า เหตุผลมาจากปัญหาหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนา การชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงปี ค.ศ.1980 เป็นต้น

                 6.2.2 มิติของปัญหาการว่างงาน
                        ปัญหาการว่างงานของประเทศกำลังพัฒนามักอยู่ใน 4 รูปแบบคือ
                        1. การว่างงานของผู้มีการศึกษา ประเทศกำลังพัฒนาเกิดปัญหาการว่างานของผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับสูงมากขึ้น
                        2. การว่างงานเนื่องจากประกอบธุรกิจส่วนตัว การประกอบกิจการส่วนตัวของประชากรในประเทศกำลังพัฒนาต่างจากประเทศพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นกิจการที่มีรายได้แค่พอประทังชีพ เช่น ร้านค้าขนาดเล็ก สามล้อ เป็นต้น
                        3. สตรีและการจ้างงาน อัตราการว่างงานของสตรีเพิ่มขึ้น การจ้างงานก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ มักเป็นงานที่มีผลิตภาพในการผลิตต่ำ ชั่วโมงการทำงานยาว แต่ได้รับค่าจ้างถูก
                         4. การว่างงานของคนหนุ่มสาว และการจ้างแรงงานเด็ก การว่างงานของบุคคลที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 ปี - 24 ปี มีมากกว่าร้อยละ 30 ส่วนใหญ่การว่างงานกระจุกตัวอยู่ในเมือง ซึ่งผู้ว่างงานเหล่านี้อพยพมาจากชนบท นอกจากนี้การจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


6.3 การย้ายถิ่นฐานและการเติบโตของเมือง
      ประชากรในเมืองของประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ มีการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 6 ต่อปี เปรียบเทียบกับเมืองใหญ่ ๆ เช่น นิวยอร์ก และลอนดอน มีการขยายตัวของประชากรต่ำกว่าร้อยละ 1 ต่อปี สาเหตุเกิดเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเมือง ซึ่งมองว่าจะทำให้เกิดการประหยัดจากขนาด จากการก่อสร้าง สิ่งต่าง ๆ เช่น ถนน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ แต่ผลที่ตามมาจากการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเมืองกับชนบท ทำให้ เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม แหล่งชุมชนแออัด และจากการที่ประชากรย้ายถิ่นฐานเข้ามาหางานทำมากกว่างานในภาคที่เป็นทางการ (formal sector) จะรองรับได้ ทำให้ต้องไปทำงานในภาคที่ไม่เป็นทางการ (informal sector) เช่น เปิดร้านค้าขายของเล็กๆ รับจ้างทำงานบ้าน หรือรับจ้างทำงานในกิจการเล็กๆ ขายของตามท้องถนน รับซ่อมรองเท้า เป็นต้น



6.4 การว่างงานในเมือง

      ประเทศกำลังพัฒนามีอุปทานแรงงานมากกว่าอุปสงค์ของแรงงาน ผลที่ตามมาคือ เกิดการว่างงานและเกิดการทำงานต่ำกว่าระดับ หรือการว่างงานแฝงอยู่ ในปัจจุบันอัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทสู่เมืองมีมากกว่าความสามารถในการดูดซับแรงงานของภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง ทำให้เกิดปัญหาแรงงานส่วนเกินในเมืองและปัญหาความไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท


6.5 กระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงาน
      การเคลื่อนย้ายแรงงานเกิดจาก รายได้ที่คาดหวัง (expected income) โดยวัดจากความแตกต่างระหว่างรายได้ที่แท้จริงระหว่างเมืองกับชนบท และความน่าจะเป็น (Probability) ที่จะได้งานในเมือง ถ้ารายได้ที่คาดหวังที่จะได้จากในเมืองมากกว่าชนบทก็จะทำการเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมือง
      นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน คือ

                
1. อายุ การที่แรงงานมีอายุยิ่งสูง จะมีแนวโน้มในการอพยพน้อยลง
                 2. ปัจจัยเกี่ยวกับครอบครัว ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายแรงงานจะสูงมากขึ้น เมื่อขนาดครอบครัวเพิ่มขึ้น

                 3. การศึกษา แรงงานยิ่งมีการศึกษาระดับสูงเท่าไรก็มีแนวโน้มเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น
                 4. อัตราการจ้างงาน ถ้าอัตราการจ้างงานในท้องถิ่นตนเองสูง ย่อมเป็นแรงกระตุ้นให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน


6.6 แบบจำลองกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงาน
      กระบวนการเคลื่อนย้ายของแรงงานจากชนบทสู่เมืองสามารถอธิบายได้โดยแบบจำลองของ Todaro

รูปที่ 6.1 การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

                 จากรูปที่ 6.1 สมมติให้ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทวิภาค (two sectors) คือ ภาคเกษตรอยู่ในชนบท และภาคอุตสาหกรรมอยู่ในเมือง ถ้าเส้นอุปสงค์ต่อแรงงานของภาคเกษตรคือเส้น AAข และเส้นอุปสงค์ต่อแรงงานของภาคอุตสาหกรรมคือ MMข (อ่านจากทางขวาไปซ้าย) กำลังแรงงานทั้งหมดเท่ากับ OAOM ถ้าอัตราค่าจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาดและมีการจ้างงานเต็มที่ อัตราค่าจ้างที่ดุลยภาพคือ W*A = W*M โดยแรงงาน OA L*M ทำงานอยู่ในภาคเกษตร และ OM L*M ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรม

                
ถ้าอัตราค่าจ้างในภาคอุตสาหกรรมไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด แต่ถูกกำหนดโดยสถาบัน เช่น รัฐบาลหรือสหภาพแรงงานถ้ากำหนดให้ค่าจ้างเท่ากับ WM ซึ่งสูงกว่าที่ W*M ถ้าสมมติว่าไม่มีการว่างงาน คนงานจำนวน OMLM จะถูกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม คนงานจำนวน QA LM จะถูกจ้างงานโดยภาคเกษตร ซึ่งการที่ภาคเกษตรจะถูกซื้อแรงงานส่วนเกินของภาคอุตสาหกรรมจำนวน L*MLM นั้น อัตราค่าจ้างของภาคเกษตรจะต้องลดลงเหลือ W*A* ตามเส้นอุปสงค์แรงงานของภาคเกษตร ซึ่งอัตราค่าจ้างดังกล่าวต่ำกว่าอัตราค่าจ้างในตลาดแข่งขันเดิมซึ่งเท่ากับ W*A ดังนั้นจะเห็นว่าการกำหนดอัตราค่าจ้างในเมืองให้สูงกว่าดุลยภาพ ก็จะเกิดช่องว่างของอัตราค่าจ้างระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ WM - W*A* คนงานในชนบทก็จะเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ถึงแม้จะมีโอกาสการจ้างงานเพียง OMLM แต่ผู้อพยพก็ยินดีที่จะรับความเสี่ยงเมื่อหางานทำในเมือง


6.7 นโยบายที่เกี่ยวข้อง

      
1. ลดความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสการจ้างงานระหว่างเมืองกับชนบท
      2. การแก้ไขปัญหาการว่างงานในเมืองโดยเพิ่มการจ้างในเมืองมากขึ้น แต่ไม่ได้ปรับปรุงภาคชนบทและโอกาสในการจ้างงานในชนบท กลับจะทำให้ปัญหาการว่างงานในเมืองมากขึ้น
      3. การขยายการศึกษาในระดับสูงจะทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมือง และทำให้อัตราการว่างงานในเมืองสูงขึ้นด้วย เนื่องจากการอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองมากกว่างานที่มีอยู่ทำให้นายจ้างมีโอกาสเลือกบุคคลเข้าทำงานได้มากขึ้น ณ อัตราค่าจ้างเดียวกัน นายจ้างมักจะเลือกผู้จบการศึกษาสูงมากกว่าระดับต่ำ
       4. สนับสนุนโครงการพัฒนาชนบท หรือพัฒนาภาคเกษตร