บทที่ 3
ทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจ


3.1 ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค
3.2 ทฤษฎีของเคนส์
3.3 ทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฮาร์รอด-โดมาร์ (Harrod-Domar)
3.4 ทฤษฎีว่าด้วยความจำเริญเติบโตอย่างสมดุล (Balance growth theory)
3.5 ทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไม่สมดุลย์ (Unbalanced Growth theory)
3.6 ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจ: เน้นทางด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม

3.1 ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค
        
                 3.1.1 แนวคิดของ อดัม สมิท
                         มุ่งศึกษาถึงสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความมั่งคั่ง และกระบวนการในการทำให้เกิดความมั่งคั่ง
                         การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) เป็นกลไกที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต หรือก่อให้เกิดการประหยัดจากขนาดการผลิต (economic of scale) ทั้งนี้เพราะการแบ่งงานกันทำมีผลทำให้คนงานแต่ละคนในกระบวนการผลิตมีความชำนาญเฉพาะอย่าง (specialization) เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง
                         ในกระบวนการของการเกิดความมั่งคั่ง อดัม สมิท ชี้ให้เห็นว่า การแบ่งงานกันทำจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขนาดของตลาดแคบเกินไป อุปสงค์มีไม่มากพอ นอกจากนี้การแบ่งงานกันทำยังขึ้นอยู่กับการสะสมทุน เพื่อซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร มาใช้ในกระบวนผลิต การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเกิดจากการสะสมทุน ดังนั้น จึงเน้นพฤติกรรมการออมเพื่อให้เกิดการสะสมทุน นอกจากนี้ยังให้ความสนใจกับมือที่มองไม่เห็น (invisible hand) จะเป็นกลไกในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การแข่งขันอย่างเสรี
                        
                 3.1.2 แนวคิดของริคาร์โด
                        มีความเห็นว่ากระบวนการก่อให้เกิดความมั่งคั่ง เป็นผลจากการสะสมทุนโดยเริ่มต้นจาก นายทุนมองเห็นแนวโน้มกำไรเพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดแรงจูงใจให้เกิดการออมเพื่อขยายการลงทุน (แสดงให้เห็นว่าการสะสมทุนเป็นฟังก์ชั่นของผลกำไร รัฐบาลมิได้มีบทบาทที่สำคัญ) และเมื่อขยายการลงทุนทำให้เกิดการจ้างงานและอัตราค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้น จนมีผลทำให้ประชากรมีแนวโน้มขยายตัว ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการขยายการผลิตหรือสั่งสินค้าประเภทอาหารเข้ามาเพื่อสนองความต้องการ ในกระบวนการผลิตจึงมีการนำเอาที่ดินมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากที่ดินมีจำนวนคงที่ โดยเฉพาะที่ดินที่มีคุณภาพจะมีปริมาณน้อยลงเมื่อการเพาะปลูกมากขึ้น ทำให้มีการแข่งขันกันเพื่อให้ได้ที่ดินที่มีคุณภาพมาใช้ จึงเกิดผลตอบแทนแก่ที่ดิน เรียกว่า "ค่าเช่า" ค่าเช่าที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลมาเป็นส่วนแบ่งจากรายได้ทั้งหมดที่นายทุนและแรงงานเคยได้รับ จึงทำให้แรงงานได้ค่าจ้างน้อยลง และนายทุนได้กำไรลดลง ในที่สุดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะหยุด เมื่อค่าเช่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่กำไรลดต่ำลงเป็นศูนย์ ค่าจ้างลดต่ำลงเหลือระดับพอยังชีพ (Subsistence level) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชงักงันในที่สุด
                        

3.2 ทฤษฎีของเคนส์

       แนวคิดพื้นฐานของเคนส์จะประกอบด้วย รายจ่ายเพื่อการบริโภคทั้งหมด (C) การลงทุนของเอกชนทั้งหมด (I) รายจ่ายรวมของรัฐบาล (G) และรายได้ประชาชาติ (Y) โดย Y = C + I + G
       ถ้าเกิดปัญหาการว่างงานขึ้น รัฐบาลควรดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล กระตุ้นรายจ่ายเพื่อการบริโภค อาจโดยการลดภาษี หรือให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือส่งเสริมการลงทุนของเอกชน เพิ่มรายจ่ายของรัฐบาล และในทางตรงข้ามถ้าเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น รัฐบาลควรตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลลง


3.3 ทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฮาร์รอด-โดมาร์ (Harrod-Domar)
       แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีนี้มีว่าทุกระบบเศรษฐกิจจะต้องทำการออมทรัพย์ในสัดส่วนจำนวนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ เพื่อนำมาทดแทนและบำรุงรักษาสินค้าประเภททุน แต่ถ้าต้องการให้ระบบเศรษฐกิจมีความจำเริญเติบโตขึ้น การลงทุนใหม่ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มการสะสมทุนจะเป็นสิ่งจำเป็น


       จากสมการ จะเห็นได้ว่า อัตราความจำเริญทางเศรษฐกิจ (DY/Y) ซึ่งจัดเป็นร้อยละของการเปลี่ยนแปลงในรายได้ประชาชาติ (Y หรือ GNP) จะถูกกำหนดร่วมกันโดยอัตราส่วนของการออม (s) และอัตราส่วนของทุนต่อผลผลิต (k) หรือกล่าวได้ว่า ด้วยเหตุนี้ อัตราความจำเริญทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มอัตราการออมและการลงทุน และลดอัตราส่วนของทุนต่อผลผลิต หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุนนั่นเอง


3.4 ทฤษฎีว่าด้วยความจำเริญเติบโตอย่างสมดุล (Balance growth theory)

       ในการพัฒนาอุตสาหกรรม สิ่งแรกที่ต้องการคือ การลงทุนขนานใหญ่ หรือ big Push ทางด้านทุนขั้นพื้นฐานของสังคม ซึ่งประกอบด้วย การขนส่ง ไฟฟ้า น้ำประปา ท่าเรือ และอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจาก
                1. การลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน จะก่อให้เกิดอุปสงค์ของสินค้าชนิดต่าง ๆ ซึ่งกันและกันระหว่างอุตสาหกรรม โดยที่คนงานของโรงงานหนึ่งเมื่อมีรายได้ก็จะมีอุป-สงค์ต่อสินค้าของโรงงานอื่น ๆ
                2. เมื่อมีการลงทุนขนานใหญ่ การเพิ่มขึ้นของรายได้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การเพิ่มของอัตราการออม


3.5 ทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไม่สมดุลย์ (Unbalanced Growth theory)
         เป็นการเลือกลงทุนโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันและชักจูงให้กิจกรรมอื่น ๆ ตามมา โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนไปในกิจกรรมทุก ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน ต้องเปรียบเทียบว่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมหลักชนิดใดแล้วก่อให้เกิดผลเชื่อมโยงมากที่สุด ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าขั้นกลาง สินค้าทุน หรือปัจจัยการผลิต เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและแร่เหล็ก จะมีความเชื่อมโยงมากที่สุด
        
         ทั้งนี้ เมื่อกิจกรรมสาขาหลัก (leading sector) เกิดขึ้นก็จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดกิจกรรมอย่างอื่น ๆ ตามมา คือ เกิดผลเชื่อมโยงไปข้างหน้า (forward - linkage effects) และเกิดผลเชื่อมโยงไปข้างหลัง (backward - linkage effects) เช่น ถ้าเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรม ก. ก็อาจจะมีผลเชื่อมโยงไปข้างหลัง ให้เกิดอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าต่าง ๆ ซึ่งอุตสาหกรรม ก ใช้เป็นวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างก็ผลักดันให้เกิดความต้องใช้วัตถุดิบต่าง ๆ เช่น ปูนซิเมนต์ เหล็กเส้น ประตู หน้าต่าง เป็นต้น หรือการที่เราเลือกลงทุนในอุตสาหกรรม ก. แล้ว ก่อให้เกิดผลเชื่อมโยงไปข้างหน้า คือก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ผลผลิตของอุตสาหกรรม ก. ไปเป็นปัจจัยการผลิต เช่น ก่อให้เกิดโรงแรม ภัตตาคาร สำนักงาน ร้านค้าต่าง ๆ เป็นต้น

3.6 ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจ: เน้นทางด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม


                 3.6.1 ขั้นตอนของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
                        การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงแต่การทำให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพยายามทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอีกด้วย
                        Marx พิจารณาในด้านการเปลี่ยนแปลงของสถาบันทางเศรษฐกิจจากระบบเจ้าขุนมูลนาย (feudalism) ไปเป็นระบบนายทุน (capitalism) และสังคมนิยม (Socialism) ตามลำดับ
                        Hildebrand พิจารณาการเปลี่ยนแปลงในด้านความเจริญของการใช้เงินจากระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ (barter system) เป็นระบบการใช้เงิน (Monetary system) และระบบการใช้เครดิต (credit system) ในที่สุด
                        Fisher, Clark และ Kuznets ได้จำแนกโครงสร้างการผลิตออกเป็น
                                 1. การผลิตสินค้าขั้นปฐม (Primary Production) เช่น การกสิกรรม ป่าไม้ ประมง เป็นต้น
                                 2. การผลิตขั้นที่สอง (Secondary Production) เช่น กิจกรรมอุตสาหกรรมต่าง ๆ กิจกรรมแปรรูปสินค้า การก่อสร้าง และเหมืองแร่ เป็นต้น
                                 3. การผลิตขั้นที่สาม (Tertiary Production) คือ การผลิตพวกกิจกรรมบริการต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การคมนาคม การพลังงาน การค้าปลีกและค้าส่ง การธนาคาร และการประกันภัย เป็นต้น
                        Rostow ได้แบ่งความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจออกเป็น 5 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ
                                 1. สังคมแบบโบราณ (The traditional Society) ระบบเศรษฐกิจขั้นด้อยพัฒนา ผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง ผลผลิตเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของผลได้ ผลผลิตต่อบุคคลต่ำ มีระบบชนชั้น
                                 2. สภาวะก่อนที่ระบบเศรษฐกิจจะทะยานขึ้น (The preconditions for take-off) ระบบเศรษฐกิจและสังคมเก่าๆ เริ่มถูกทำลายลง มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การจัดรูปแบบสถาบันองค์กร มีการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพ การย้ายถิ่น การค้าและการขนส่งเริ่มขยายตัว เริ่มมีการนำวิธีการผลิตใหม่ๆ มาใช้ สิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจคือกำไร
                                 3. ขั้นทะยานขึ้น (The take-off) อุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจถูกทำลาย อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ นำเอาทรัพยากรมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เริ่มทำการเกษตรเพื่อการค้า
                                 4. ขั้นผลักดันไปสู่ความเจริญเติบโตเต็มที่ (The drive to Maturity) ขั้นตอนนี้มีระยะเวลานาน เศรษฐกิจเจริญเติบโตในอัตราสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพการผลิตดี มีการผลิตสินค้าในประเทศแทนการนำเข้า ใช้เทคนิควิชาการและการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน
                                 5. ขั้นที่มีการบริโภคอย่างขนานใหญ่ (The age of high Mass consumption) สาขานำของระบบเศรษฐกิจเริ่มหันไปผลิตสินค้าบริโภคที่คงทนถาวร และบริการต่างๆ ขนานใหญ่ ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถบริโภคสินค้าได้ทุกอย่าง สัดส่วนของแรงงานเพิ่มขึ้น สังคมมีสวัสดิการและความมั่นคงเพิ่มขึ้น
                
                 3.6.2 ระบบเศรษฐกิจทวิภาค (Dual Economy)
                        สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเป็นแบบสองระดับ คือ
                                 1. สาเหตุจากภายนอกประเทศ เนื่องจากการติดต่อกับประเทศตะวันตกทำให้ความเจริญก้าวหน้าและอารยธรรมแผ่ขยายเข้าไปเฉพาะส่วน ส่วนที่ความเจริญเข้าไปไม่ถึงก็จะกลายเป็นส่วนที่ล้าหลัง
                                 2. สาเหตุภายในประเทศ คือ ความเจริญก้าวหน้ากระจุกอยู่เพียงส่วนที่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจ

ลักษณะที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจสองระดับ
ลักษณะด้านต่างๆ
ส่วนที่ยังล้าสมัย
ส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัย
1. ด้านเทคโนโลยี ใช้แรงงานมากกว่าทุน เนื่องจากมีแรงงานเหลือเฝือ เทคนิควิทยาการล้าสมัย ใช้ทุนมากกว่าแรงงาน มีความก้าวหน้าทาง เทคนิควิชาการ
2. สถาบันการผลิต ส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบใน ครอบครัว เช่น ทำไร่ ทำนา ช่างฝีมือต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นการผลิตอุตสาหกรรม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เงินลงทุน จำนวนมาก
3. การผลิตเพื่อตลาด มักจะผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองมากกว่า ผลิตเพื่อขายในตลาด ผลิตเพื่อตลาดและการส่งออก เป็นสำคัญ
4. ลักษณะที่ตั้ง อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ อยู่ตามเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ และเมืองท่าส่งสินค้าออกและนำเข้า จากต่างประเทศ
5. ลักษณะทางด้านสังคม ชนชั้น และสิ่งจูงใจทาง เศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ นายทุนโดยผลิตเพื่อหลังผลกำไร
6. สาขาเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นสาขาเกษตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นสาขาอุตสาหกรรม

                        การเสนอนโยบายต่าง ๆ ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสองระดับ มักจะเน้นการใช้ประโยชน์จากแรงงานส่วนเกิน (Surplus labor) ซึ่งจะเกิดในสาขาเกษตรกรรม หรือสาขาเศรษฐกิจที่ล้าหลังอยู่ โดยพยายามดึงเอาแรงงานส่วนเกินนี้ใช้ในสาขาที่ก้าวหน้าทันสมัย เพื่อก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
                        แรงงานส่วนเกิน หมายถึง แรงงานส่วนที่สามารถจะเคลื่อนย้ายออกจากสาขาที่มีแรงงานส่วนเกิน ซึ่งมักเป็นสาขาเกษตรกรรม ไม่ทำงานในสาขาอื่น ๆ ได้ โดยไม่ทำให้ผลผลิตของสาขาที่มีแรงงานส่วนเกินลดลง ทั้งนี้เพราะ MPP ของแรงงานเหล่านี้เป็นศูนย์ หรือเข้าใกล้ศูนย์ ถ้าเคลื่อนย้ายแรงงานเหล่านี้ออกไป ผลผลิตก็ไม่ลดลงอาจเพิ่มขึ้นด้วย

                  1. โมเดลของ Lewis
                                 Lewis เสนอว่า ถ้าหากจะนำเอาแรงงานส่วนเกินมาใช้ประโยชน์ประเทศ จำเป็นต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยที่การพัฒนาอุตสาหกรรมจะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อการกระจายรายได้เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน คือ ชนชั้นนายทุนผู้ประกอบการจะต้องได้รับรายได้จากกำไร และเงินปันผลต่าง ๆ เป็นสัดส่วนมากกว่าชนชั้นอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะชนชั้นนายทุนและผู้ประกอบการเท่านั้นที่จะเป็นผู้ออมและผู้ลงทุน เมื่อชนชั้นนี้ได้รับส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลมากขึ้น ก็จะนำเอารายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไปลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป และเมื่อผลกำไรเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ

รูปที่ 3.1 การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

                                 จากแผนภาพ N1D1 N2D2 N3D3 เป็นเส้นอุปสงค์ของแรงงาน เส้น WPTS เป็นเส้นแสดงอุปทานของแรงงาน โดยที่ระดับค่าจ้าง OW เป็นค่าจ้างที่พอเพียงแก่การประทังชีพเท่านั้น แต่ก็สูงกว่ารายได้ที่พอประทังชีพในภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีระดับ OA โดยช่องว่าง AW นี้ประมาณ 30 % ทั้งนี้เพราะต้องชดเชยให้เป็นต้นทุนการเคลื่อนย้าย รวมทั้งมาตรฐานการครองชีพในเมืองซึ่งสูงกว่าในชนบท เงินชดเชยนี้เพียงพอที่จะจูงใจให้แรงงานเคลื่อนย้ายจากสาขาเกษตรไปทำงานยังภาคอุตสาหกรรมได้

                                 การที่เส้นอุปทานแรงงานมีลักษณะราบ เพราะอุปทานแรงงานส่วนเกินมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ดังนั้น ระดับค่าจ้างในสาขาอุตสาหกรรมก็จะเท่ากับระดับพอยังชีพ คือ OW จนกว่าจะเกิดการขาดแคลนแรงงานค่าจ้างนี้จึงจะสูงกว่า OW ซึ่งก็แสดงให้เห็นโดยส่วน TS ณ จุด T แรงงานส่วนเกินได้หมดสิ้นไป การจะดึงแรงงานเข้าไปในสาขาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องให้ค่าจ้างสูงกว่า OW

                                 ขบวนการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจตามข้อเสนอของ Lewis จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อ ชนชั้นนายทุนต้องนำเอาผลกำไรไปลงทุนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการแรงงานขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก N1D1 เป็น N2D2 และ N3D3 แรงงานส่วนเกินก็จะถูกดึงเอามาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปริมาณ OL1 เป็น OL2 และ OL3 สาขาอุตสาหกรรมก็จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ

                  2. โมเดลของ Ranis and Fei
                                 เป็นโมเดลที่แสดงทั้งสองสาขา (two-sector model) คือทั้งสาขาเกษตรกรรมและสาขาอุตสาหกรรม ต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน

รูปที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการพัฒนาเศรษฐกิจของ Ranis and Fei

                                 จากรูป Ranis and Fei ได้แบ่งขั้นตอนการพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับประเทศที่มีแรงงานส่วนเกินเป็น 3 ขั้นตอน
                                 ขั้นที่ 1 มีแรงงานส่วนเกินอยู่ในสาขาเกษตรกรรม ผลผลิตส่วนเพิ่ม (Marginal product: MP) ของแรงงานเท่ากับศูนย์ หรือเข้าใกล้ศูนย์ แรงงานส่วนเกินนี้สามารถที่จะโยกย้ายไปทำงานในสาขาอุตสาหกรรมโดยไม่ทำให้ผลผลิตเกษตรลดลง
                                 ขั้นที่ 2 แสดงถึงการโยกย้ายแรงงานจากสาขาเกษตรกรรมไปยังสาขาอุตสาหกรรม ซึ่งขั้นนี้ยังมีการว่างงานแอบแฝงอยู่ แต่ MP ก็ยังมากกว่าศูนย์ ดังนั้น ผลผลิตของภาคเกษตรจะลดลง ราคาสินค้าเกษตรจะเริ่มดีขึ้น สาขาเกษตรจะมีกำไรเพิ่มขึ้น จะทำให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตสาขาเกษตรต่อไป
                                 ขั้นที่ 3 ถือว่าเป็นระยะที่ระบบเศรษฐกิจได้ทะยานขึ้น แรงงานแอบแฝงทั้งหมดได้ถูกโยกย้ายไปทำงานในสาขาอุตสาหกรรมจนหมดสิ้นแล้ว ผลิตภาพการผลิตของแรงงานเริ่มเพิ่มสูงขึ้นจน MP เท่ากับค่าจ้างสถาบันที่จุด U ต่อจากนี้การโยกย้ายแรงงานจากสาขาเกษตรกรรมไปยังสาขาอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าจ้างให้ตาม MP ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างสถาบัน อัตราค่าจ้างจะเป็นไปตามเส้น UV